จิตสังหารที่แฝงคำข่มขู่เผยออกมาอย่างตรงไปตรงมา ฉู่เยว่ไม่แปลกใจที่พี่ใหญ่เผยธาตุแท้ของตนออกมา
ลำคอของเขาแห้งผากและเจ็บระบม ในใจมีทั้งความน้อยเนื้อต่ำใจ ความหวาดกลัว และความเย็นชา...อารมณ์อันสับสนปะปนกันอยู่มากมาย
แม้เขากับพี่ใหญ่จะเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด ทว่าความผูกพันกลับไม่ลึกซึ้งนัก
ก่อนอายุเจ็ดขวบ พี่ใหญ่คิดว่าการเกิดมาของเขาแย่งความรักเพียงหนึ่งเดียวของบิดามารดาไป อีกทั้งเขายังไม่ใช่เด็กหญิงตัวน้อยอ่อนหวานว่าง่าย จึงไม่ชอบเล่นกับเขา
ยามอยู่กันตามลำพังโดยที่บิดามารดาไม่รู้ พี่ใหญ่จะเปลี่ยนรอยยิ้มสุภาพเป็นแววตาไม่ชอบใจอย่างชัดแจ้งเมื่อมองเขา--
“อย่ามากวนข้า”
“ไปเล่นที่อื่น”
“ข้าเกลียดพวกเสียงดังแล้วยังชอบร้องไห้”
“อย่าแตะต้องข้า เจ้าลูกหมาสกปรก”
หลังบิดาสิ้นใจในคุก มารดาซึ่งสภาพจิตใจไม่มั่นคงก็ยิ่งเข้มงวดกับพี่ใหญ่มากขึ้น
ภาพครอบครัวนั่งกินข้าวและพูดคุยกันอย่างอบอุ่น เดือนหนึ่งมีให้เห็นเพียงสองหรือสามครั้ง
จวนป๋ออันกว้างใหญ่มีเจ้านายที่แท้จริงอยู่เพียงสามคน มารดาหลั่งน้ำตาทุกคืน บางครั้งยังลงมือทุบตีเขากับพี่ใหญ่ด้วย
แน่นอนว่าโทษที่พี่ใหญ่ได้รับย่อมหนักหนากว่าเขามาก
หลายปีต่อมา พี่ใหญ่พูดน้อยลงเรื่อย ๆ
ยามคุกเข่าเงียบงันอยู่ในศาลบรรพชน ร่างผอมเพรียวของเขากลับไม่ยอมก้มลง สีหน้าก้มต่ำหลุบตาราวกับรูปสลักไม้ที่ไร้ความรู้สึก
ครอบครัวที่ประคับประคองกันอยู่ท่ามกลางมรสุมเช่นนี้ ทำให้แม้แต่ญาติพี่น้องก็เหินห่างเย็นชา
จนกระทั่งปีที่เขาอายุแปดขวบ น้องหญิงเจียงเจียงเข้าจวนมา นำความมีชีวิตชีวาและความสุขมาให้ด้วย
เด็กหญิงตัวน้อยอวบอ้วน นุ่มนิ่มหอมกรุ่น ยิ้มให้ทุกคนที่พบ โดยเฉพาะพี่ใหญ่
เขายังจำได้ดีว่า คำแรกที่พี่ใหญ่เอ่ยเมื่อพบเจียงเจียงซึ่งอายุยังไม่ถึงห้าขวบคือ
“ท่านแม่บุญธรรม ตอนน้องหญิงเพิ่งเกิดได้ไม่กี่วัน ข้าก็เคยอุ้มนางแล้ว”
นั่นเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่ฉู่เยว่เห็นพี่ใหญ่เผยรอยยิ้มเขินอายอย่างเห็นได้ชัด ทั้งยังทำอะไรไม่ถูกเมื่อถูกเด็กหญิงตัวน้อยกอดไว้
