“ไร้ความน่าสนใจ”
ประมุขต้าอวี่เอ่ยขึ้นเรียบ ๆ ก้าวย่างเดียวก็พ้นจากแดนกระบี่ เมื่อฝ่าเท้าประทับพื้น ฟ้าดินสั่นสะเทือนฮังกึกก้อง
เพราะเขา กระบี่นับพันที่แผ่ปกคลุมฟ้าจึงร่วงลงมา ถูกอำนาจแห่งกายอนัตตาของเขาบีบอัดจนแตกสลาย ใบดาบปักดงไปทั่วซากปรักหักพัง
“ยังมีวิชาอันใดอีก จงใช้ออกมาให้หมดสิ้น” ประมุขต้าอวี่ยิ้มมองทั้งสี่คน แววตาสุดท้ายตกอยู่ที่ฉู่เซียว เป็นสายตาแบบราชันผู้เมินเฉย
ฉู่เซียวไม่เอ่ยปาก แต่ผ่านเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่งของเขา เห็นลวดลายกิเลนปรากฏขึ้นทั้งหน้าอกและแผ่นหลัง ผ่านไปหลายวัน เขาเปิดวิชาหลบหนีมหาธาตุทั้งห้าอีกครั้งเต็มที่
ฝ่ายชายลงมือเมื่อใด ฝ่ายหญิงตามติดทันที คิ้วกลางของเย่เหยาก็ถูกสลักลวดลายดอกไม้น้ำแข็งขึ้น นั่นคือวิชาต้องห้ามหยินทมิฬ ที่ยกกำลังรบขึ้นถึงขีดสุดได้ในชั่วขณะ
เยาวชนทั้งสองเช่นนี้แล้ว ในฐานะระดับบรรพชนอย่างฝูซีกับธิดาเชิงกูฉิน ย่อมไม่มีทางยืนดูเฉย ต่างจุดเชื้อภูตในกายลุกโชน ไม่แลกชีวิตเข้าแลกจริง ๆ แล้วก็ไม่มีหวังจะตีกลับผู้นี้ได้
“เพียงนี้ย่อมว่าเหมาะสมแล้ว” รอยยิ้มของประมุขต้าอวี่มาพร้อมฟ้าแลบฟ้าผ่า “ให้พวกเจ้ามีชีวิตต่ออีกครึ่งวัน ก็ถึงเวลาที่ข้าจะส่งเจ้าทั้งหลายไปสู่โลกหน้าเสียที”
วางปากจบ ฟ้าดินก็เปลี่ยนสี ณ ม่านฟ้ามืดมน ปรากฏร่างยักษ์ที่เท้าฟ้าค้ำปฐพี
นั่นคือธรรมลักษณ์ของประมุขต้าอวี่ คล้ายคลึงกับของฉู่เซียวอยู่ไม่น้อย ต่างเป็นร่างมนุษย์ มือทั้งสองข้างก็จับอาวุธ ข้างหนึ่งถือดาบ อีกข้างถือทวนศึก
“เชี่ย!” รุ่นชางที่จิตวิญญาณเยี่ยงนางเซียนพิณ ก็พลันเงยหน้าขึ้นตามสัญชาตญาณ สบถหยาบคายเบา ๆ หนึ่งคำ ส่วนฝูซีข้าง ๆ ก็อยู่ในอารมณ์เดียวกัน
ธรรมลักษณ์ร่างมนุษย์เช่นกัน แต่ของฉู่เซียวเทียบกับร่างนี้แล้ว เปรียบดังเด็กเล็ก ๆ ความสูงต่างกันไกลลิบ ทั้งอำนาจและสง่าราศีก็ไม่ได้อยู่ในชั้นเดียวกันเลย
“นี่คือกายอนัตตาหรือ?” เย่เหยาเอ่ยเบา ๆ แม้เปล่งแสงจันทร์แฝงกายในห้วงอากาศ นางก็ยังรู้สึกอึดอัด บ่าทั้งสองดุจมีภูเขาหนึ่งลูกกดทับ
