เฟ่ยเซียวกล้าพูดกับอวิ๋นชิงแบบนั้น ก็เพราะอาศัยว่าอวิ๋นชิงมีแฟนคลับไม่มาก ต่อให้ถูกเอาเปรียบบ้างก็ไม่กล้าส่งเสียง
ส่วนเขามีแฟนคลับคอยปกป้อง ต่อให้พูดเกินไปสักหน่อย ก็ยังบอกได้ว่าแค่ล้อเล่นเท่านั้น
เขามั่นใจว่าในฐานะดาราระดับปลายแถว อวิ๋นชิงไม่มีความมั่นใจพอจะเผชิญหน้ากับเขา
การพูดแบบนั้นนอกจากจะทำให้อวิ๋นชิงเลิกถามคำถามที่ตั้งใจจะถาม เลื่อนเวลาที่ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลีเมิ่งจือจะถูกเปิดโปงออกไปแล้ว ยังทำให้อวิ๋นชิงกระวนกระวาย จนเสียสมาธิได้อีกด้วย
พอเสียสมาธิก็ย่อมทำผิดพลาด ยิ่งผิดพลาดก็ยิ่งร้อนใจ และยากจะห้ามไม่ให้ทำเรื่องที่ไม่ฉลาดยิ่งกว่าเดิม
ถึงตอนนั้น หากเธอรีบร้อนอยากแสดงตัวจนถึงขั้นแย่งกล้อง แบบนี้ก็เท่ากับพิสูจน์คำพูดที่เขาว่าเธอ “เจ้าเล่ห์” ไม่ใช่หรือ?
ถึงตอนนั้นผู้ชมก็จะคิดเพียงว่าเขาตาแหลม มองธาตุแท้ของซูอวิ๋นชิงออกตั้งแต่แรก
แต่เขาไม่เคยคิดเลยว่าซ่งเยี่ยนหลินจะเข้ามาขัดจังหวะ
ก่อนหน้านี้ซ่งเยี่ยนหลินขอให้ผู้ชมโหวตให้เขากับหลีเมิ่งจือ เขาไม่ได้คิดอะไรมาก แค่เข้าใจว่าซ่งเยี่ยนหลินเฉียบแหลมเกินไป จับพิรุธความสัมพันธ์ระหว่างเขากับหลีเมิ่งจือได้ เลยอยากโหวตให้พวกเขาตกรอบก่อน
แต่ตอนนี้พอเจอคำถามที่ซ่งเยี่ยนหลินถามอย่างไม่เกรงใจ ในที่สุดเขาก็รู้ตัวว่าซ่งเยี่ยนหลินกำลังเล่นงานเขา!
ก่อนหน้านี้ทุกอย่างยังปกติดีแท้ ๆ แต่พอเขาพูดถึงซูอวิ๋นชิง ซ่งเยี่ยนหลินก็เริ่มเล่นงานเขา แบบนี้จะไม่ให้เขาคิดมากได้อย่างไร
แต่เขาก็ไม่ค่อยกล้าเชื่อสิ่งที่ตัวเองเดา เพราะนั่นหมายความว่าเขาทำให้ซ่งเยี่ยนหลินขุ่นเคืองเข้าแล้ว
แต่ตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดคือจะตอบคำถามของซ่งเยี่ยนหลินอย่างไร