เหยียนเฉินที่แทบไม่ต้องให้ใครคอยเป็นห่วง กลับทำเอาฮูหยินเหยียนเป็นกังวลจนแทบจะขาดใจ
ตอนแรกฮูหยินเหยียนคิดว่าเสียงเครื่องมือดังติ๊ด ๆ ในครั้งก่อนเป็นเพียงอุบัติเหตุ เพราะหลังจากตรวจแล้ว ร่างกายของเหยียนเฉินก็ไม่ได้มีปัญหาอะไร
แต่ไม่คิดเลยว่าหลังจากนั้นเครื่องมือจะส่งเสียงติ๊ด ๆ อยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งทำเอานางตกใจแทบตาย
ที่ทำให้นางเป็นกังวลยิ่งกว่าคือ แม้ร่างกายของเหยียนเฉินจะไม่ได้มีปัญหาร้ายแรงอะไร แต่กลับอ่อนแอลงกว่าเมื่อตอนเพิ่งกลับมาบ้าน
หมอบอกว่า แม้ตอนนี้อาการจะยังไม่ร้ายแรง แต่หากยังหาสาเหตุไม่พบ พอเวลาผ่านไป ร่างกายของเขาอาจทนไม่ไหว
ฮูหยินเหยียนกังวลจนกินไม่ได้นอนไม่หลับ อีกทั้งยังกลัวว่าเหยียนหมิงเซวียนที่สุขภาพไม่ดี แถมยุ่งจนแทบไม่มีเวลาพักจะพลอยเป็นห่วง จึงไม่กล้าบอกเขาโดยพลการ
นางทำได้เพียงวางแผนว่าจะพาเหยียนเฉินไปโรงพยาบาลเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดก่อน แล้วค่อยว่ากันหลังรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น
ขณะที่กำลังคิดอยู่ นางก็ได้ยินเสียงเครื่องมือดังติ๊ด ๆ อีก จึงรีบวิ่งขึ้นไปชั้นบน
คราวนี้ก็เหมือนกับหลายครั้งก่อน เหยียนเฉินกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็ว
ฮูหยินเหยียนค่อยโล่งใจไปได้ชั่วคราว และคิดว่าเรื่องนี้ปล่อยให้ยืดเยื้อต่อไปไม่ได้ พรุ่งนี้ต้องไปโรงพยาบาลตรวจให้ได้
นางหันหลังเตรียมไปกำชับพ่อบ้านให้จัดเตรียมทุกอย่าง แต่กลับเห็นลู่เหมี่ยวเหมี่ยวยืนเงียบอยู่ด้านข้าง
ฝีเท้าฮูหยินเหยียนชะงัก คิ้วขมวดเข้าหากัน
ช่วงที่เหยียนเฉินมีอาการผิดปกติหลายครั้ง ลู่เหมี่ยวเหมี่ยวอยู่ด้วยทุกครั้งหรือเปล่า?
ลู่เหมี่ยวเหมี่ยวสังเกตเห็นสายตาของฮูหยินเหยียนที่จับจ้องมาทางตน หัวใจพลันบีบรัด รู้ดีว่าฮูหยินเหยียนคงสงสัยนางแล้ว