หลังจัดการฝังพ่อลูกคู่นั้นอย่างลวก ๆ ในที่สุดอันหนิงก็มีเวลาจัดระเบียบจวนโหวเจิ้นหนานเสียที
เมื่อกุมอำนาจเหนือผู้สืบทอดคนต่อไปของจวนโหวไว้ในมือ อันหนิงย่อมมั่นใจได้ว่าตนเป็นฝ่ายได้เปรียบ นางใช้การไว้ทุกข์เป็นข้ออ้าง ปลดคนออกจากจวนไปไม่น้อย
คนเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นคนสนิทของฮูหยินโหวหยางซื่อ แน่นอนว่ามีบางคนโวยวายเอะอะ แต่ดังคำกล่าวที่ว่า
ฮ่องเต้เปลี่ยน ขุนนางก็เปลี่ยน ไม่ต้องให้อันหนิงพูดอะไรให้มากความ คนที่อยากฉวยโอกาสแสดงฝีมือมีอยู่ถมไป
คนพวกนั้นยังไม่ทันก่อเรื่องให้เป็นระลอกคลื่น ก็ถูกขับออกจากจวนโหวเจิ้นหนานและขายต่อไปไกลลิบแล้ว
อันหนิงผู้กุมอำนาจใหญ่ นำคนสนิทกลุ่มใหม่ที่เพิ่งเลื่อนตำแหน่งขึ้นมา มุ่งหน้าไปยังเรือนทิงอวี่ของเหลียงอวี่โหรว
ภายในห้อง เหลียงอวี่โหรวหายใจอย่างยากลำบาก “ชุนเอ๋อร์ น้ำ”
น่าเสียดายที่เหลียงอวี่โหรวเรียกอยู่นาน ก็ไม่ได้ยินชุนเอ๋อร์สาวใช้ตอบกลับ
“น้องอยากดื่มน้ำหรือ ให้พี่สาวป้อนให้ดีไหม?” อันหนิงถือถ้วยน้ำชา เดินไปหยุดข้างเตียงของเหลียงอวี่โหรว
“เจ้า...เจ้ามาทำอะไร?” เหลียงอวี่โหรวมองอันหนิงที่ค่อย ๆ เดินเข้ามาด้วยความหวาดกลัว
ตลอดเดือนกว่าที่ผ่านมา เหลียงอวี่โหรวเข้าใจแล้วว่าอะไรคือสถานการณ์พลิกผันจนหมดทางกู้คืน ท่านโหวกับพี่เหวินกวงตายแล้ว
ท่านน้าป่วย แม้แต่ตัวนางเองก็ล้มป่วยจนต้องนอนติดเตียง บัดนี้จวนโหวเจิ้นหนานตกอยู่ในมือของตระกูลหลี่แล้ว
“น้องสาว รสชาติของการเจ็บป่วยเรื้อรังเป็นอย่างไรบ้าง?”
เหลียงอวี่โหรวชี้อันหนิงอย่างหวาดกลัว “เป็นเจ้าใช่ไหม? เจ้าต้องวางยาให้ข้าแน่ โรคของข้าถึงไม่ยอมหายเสียที”
