ภายในห้อง อันหนิงกับจ้าวเหวินกวงนั่งเผชิญหน้ากันโดยไม่มีใครเอ่ยปาก บรรยากาศชวนกระอักกระอ่วนอยู่ไม่น้อย ซูฉีที่ยืนอยู่ข้าง ๆ มองแล้วร้อนใจแทน
“ข้า...” จ้าวเหวินกวงเพิ่งจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงร้องไห้โวยวายดังมาจากนอกเรือน เขาขมวดคิ้ว “ใครกำลังส่งเสียงเอะอะอยู่ข้างนอก?”
ตงเอ๋อร์ใบหน้าเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบน้ำตา พอก้าวเข้าประตูมาก็คุกเข่าลงทันที “ซื่อจื่อ แย่แล้วเจ้าค่ะ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ฮูหยินของบ่าวปวดท้องไม่หยุด ขอซื่อจื่อรีบกลับไปดูนางด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
“อะไรนะ? โหรวเอ๋อร์ปวดท้องไม่หยุดหรือ?” จ้าวเหวินกวงตกใจจนลุกพรวดขึ้นมา
ตงเอ๋อร์ร้องไห้ต่อพลางกล่าวว่า “ตอนบ่าวออกมา ฮูหยินปวดจนแทบจะหมดสติแล้ว บ่าวไม่รู้จะทำอย่างไร จึงได้แต่รีบมาหาซื่อจื่อเจ้าค่ะ”
“เร็วเข้า กลับเรือนทิงอวี่!” จ้าวเหวินกวงหมุนตัวเดินออกไปโดยไม่ลังเล
ตงเอ๋อร์รีบลุกตามไป ก่อนออกจากประตูก็ยังไม่วายปรายตามองนายบ่าวทั้งสองในห้องด้วยสายตาดูแคลน
ตงเอ๋อร์ไม่ได้พูดอะไรสักคำ แต่เพียงแค่สายตานั้นก็อธิบายทุกอย่างได้ชัดเจนแล้ว ซูฉีโกรธจนใบหน้าแดงก่ำ
“ฮูหยิน ทางฮูหยินรองจงใจชัด ๆ ท่านยังนั่งนิ่งอยู่ได้อย่างไรเจ้าคะ?”
อันหนิงเอ่ยด้วยสีหน้าเศร้าหมอง “นั่งไม่อยู่แล้วจะทำอย่างไรได้เล่า?”
“เมื่อครู่ท่านควรเรียกซื่อจื่อไว้สิคะ ปวดท้องไม่หยุดอะไรกัน ข้าว่าฮูหยินรองไม่ได้เป็นอะไรเลยสักนิด”
“ไม่ได้เป็นอะไรเลยหรือ? แล้วซื่อจื่อล่ะ?” เซี่ยเหอเพิ่งก้าวเข้ามาก็ได้ยินเสียงซูฉีพูด จึงถามอย่างสงสัย
“เมื่อครู่ตงเอ๋อร์มาบอกว่าฮูหยินรองปวดท้องไม่หยุด ซื่อจื่อเลยถูกนางเรียกตัวไปแล้วเจ้าค่ะ”
