“องค์ชายยังไม่ทราบเรื่องสินะ!”
ลุงหยางเดินวกไปวนมาในลานด้วยความร้อนรน พลางพร่ำพึมพำไม่หยุด
“หนิงกู่จวิ้นคือดินแดนเนรเทศนักโทษ เป็นพื้นที่แห้งแล้งที่สุดของต้าชิ่ง”
“ฤดูหนาวยาวนานผิดปกติ โดยเฉพาะทางตอนเหนือ ฤดูหนาวกินเวลาเกือบครึ่งปี”
“อย่าว่าแต่รายรอบจะมีแต่พวกอนารยชน ทางใต้ยังมีแคว้นโกรยอ แถมการคมนาคมกับแดนตอนกลางก็ไม่สะดวกเลย”
ลุงหยางหยุดยืนอยู่กับที่ จ้องเขม็งไปทางพระราชวัง “ฝ่าบาทนี่มันให้องค์ชายไปครองราชย์ที่ไหนกัน นี่มันเนรเทศชัด ๆ!”
ด้วยความเป็นพ่อบ้านของหลี่เช่อ ตัวลุงหยางเองนั้นไม่เคยคิดดีกับจักรพรรดิฉิ่งเลยแม้แต่น้อย ไม่ต้องพูดถึงเรื่องความจงรักภักดี
เขาเป็นบัณฑิตตกอับจากราชวงศ์ก่อนที่ได้รับความช่วยเหลือจากพระสนมหยาง และจงรักภักดีต่อนางมาตลอด หลังจากนางสิ้นพระชนม์ ความจงรักภักดีนั้นก็ถูกถ่ายโอนมายังหลี่เช่อ
พูดง่าย ๆ ก็คือ หากวันนี้หลี่เช่อตายในท้องพระโรง ลุงหยางก็พร้อมจะรวบรวมคนขึ้นมาก่อกบฏล้มจักรพรรดิฉิ่งได้ทันที
“ลุงหยาง แค่นี้ก็ดีมากแล้ว” หลี่เช่อปลอบใจ “อย่างน้อยที่นั่นก็ยังมีทางรอด ยังไงก็ดีกว่าอยู่ในเมืองหลวง”
หลี่เช่อไม่ได้พยายามอธิบายว่า แท้จริงแล้วดินแดนทางตะวันออกเฉียงเหนือไม่ได้แร้นแค้นอย่างที่พวกเขาคิด
ตรงกันข้ามเลยด้วยซ้ำ ที่นั่นอาจเป็นดินแดนที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดของต้าชิ่ง
ในชาติก่อน การพัฒนาดินแดนผืนนั้นเริ่มต้นขึ้นในสมัยปลายราชวงศ์ชิง
ก่อนหน้านั้น ไม่มีราชวงศ์อารยธรรมเกษตรกรรมใดเคยพยายามพัฒนาดินแดนล้ำค่าแห่งนั้นเลย ทำให้ดินแดนนั้นถูกครอบครองโดยอารยธรรมเร่ร่อนมาโดยตลอด
สภาพอากาศหนาวเย็นคือปัญหาหลัก ส่วนที่ตั้งทางยุทธศาสตร์กับการคมนาคมไม่สะดวกนั้นเป็นปัญหารองลงไป
ต่อให้เป็นตัวเขาเอง ก็ยังต้องใช้เวลาในการพยายามแก้ปัญหาเหล่านี้ กว่าจะสามารถดึงศักยภาพอันน่าสะพรึงของแผ่นดินนั้นออกมาได้
“องค์ชาย...” พ่อบ้านชราตาแดงก่ำ มองดูหลี่เช่อ
องค์ชายของพวกเขายังคงเข้าใจอะไรง่าย ๆ เหมือนเดิม ไม่ต่างจากตอนเด็ก ๆ
ไม่ว่าจะถูกข่มเหงรังแกแค่ไหนภายนอก พอกลับถึงบ้านก็มีท่าทีอ่อนโยนเสมอ ไม่เคยระบายความโกรธใส่คนรับใช้
แววตาของลุงหยางฉายแวบแห่งความเด็ดเดี่ยว
“องค์ชาย ข้าจะไปรวบรวมสหายเก่าในเมืองหลวง ไปหนิงกู่จวิ้นกับท่าน”
พูดจบ ลุงหยางก็หมุนตัวจะเดินออกไป
หลี่เช่อรีบคว้าตัวเขาไว้ “ไม่ได้เด็ดขาด!”
ในความทรงจำ พวกที่ลุงหยางเรียกว่าสหายเก่านั้น แต่ละคนไม่ใช่คนใจดีอะไร
พวกเขาล้วนเป็นทาสสวามิภักดิ์ที่ราชวงศ์ก่อนเลี้ยงไว้ หลังจากราชวงศ์ก่อนล่มสลาย แม้ส่วนใหญ่จะลบชื่อเปลี่ยนนามกลับไปใช้ชีวิตปกติ แต่ก็ยังมีส่วนน้อยที่ซ่อนตัวอยู่ในเมืองหลวงเพื่อรอโอกาส
ตัวตนของคนเหล่านี้ แม้แต่หลี่เช่อเองก็ไม่รู้ มีเพียงลุงหยางเท่านั้นที่ติดต่อพวกเขาได้
ดูท่า ที่ร่างเดิมถูกจักรพรรดิฉิ่งหวาดระแวงก็ไม่นับว่าเกินเหตุ
เขามีทุนที่จะก่อกบฏได้จริง ๆ!
“ลุงหยาง ฟังข้าพูดก่อน” หลี่เช่อรั้งลุงหยางไว้ แล้วพูดเอาจริงเอาจัง “ข้าเพิ่งได้เลื่อนขั้นเป็นอ๋อง ในท้องพระโรงมีสายตาจ้องจับผิดอยู่ไม่น้อย ถ้าจู่ ๆ ท่านระดมคนกลุ่มหนึ่งมา นั่นไม่ใช่การยื่นหลักฐานให้พวกมันหรือ?”
“ตอนนั้นความผิดถูกตอกย้ำ ข้าถูกสอบสวนน่ะเรื่องเล็ก แต่จะทำให้พี่น้องพวกนั้นซวยไปด้วย”
ลุงหยางไม่ได้ใจร้อน แต่แค่ร้อนใจจนเสียสติไปชั่วขณะ
เมื่อได้ฟังคำวิเคราะห์ของหลี่เช่อ เขาก็หยุดฝีเท้าด้วยความเป็นกังวล “แล้วจะทำอย่างไร? องค์ชายจะไปครองเมืองที่อันตรายขนาดนั้น ยังไงก็ต้องมีกำลังคนติดตัวไปบ้าง”
“ฝ่าบาททรงอนุญาตให้ข้าตั้งกองทหารองครักษ์ประจำตัวได้หนึ่งพันห้าร้อยนาย โดยคัดเลือกมาจากค่ายทหารต่าง ๆ ในเมืองหลวง”
ลุงหยางได้ฟัง ใบหน้ายิ่งหมองหนัก “ในเมืองหลวงมีสามค่ายใหญ่ องครักษ์กับกองกำลังรักษาเมืองก็ล้วนแต่เป็นกำลังของฮ่องเต้โดยตรง องครักษ์แบบนี้องค์ชายจะใช้ได้อย่างไร?”
“เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล ในใจข้ามีคนที่เหมาะสมสำหรับองครักษ์อยู่แล้ว” หลี่เช่อเปลี่ยนน้ำเสียง “ข้าต้องการให้ท่านไปทำเรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งให้ข้า”
“เรื่องอะไร โปรดรับสั่งมาเถิด บ่าวจะยอมทุ่มเทจนตัวแตกก็จะทำให้สำเร็จ”
“ไม่ต้องขนาดนั้น” หลี่เช่อกวักมือเรียกสาวใช้ตัวน้อยที่อยู่ไกล ๆ “ชิวเหวิน ไปเอาพู่กันกับน้ำหมึกมาจากห้องหนังสือของข้าหน่อย”
สาวใช้ตัวน้อยพยักหน้าอย่างว่าง่าย แล้ววิ่งไปยังห้องหนังสือที่อยู่ลึกเข้าไปในสวน
“เดี๋ยวข้าจะเขียนรายการให้ท่านฉบับหนึ่ง ท่านพาคนไปซื้อของพวกนี้มา ให้ได้มากที่สุด”
หลี่เช่อเพิ่งนึกคำถามสำคัญออกหลังจากนั้น “ในจวนยังมีเงินอีกเท่าไหร่?”
ลุงหยางตอบว่า “ยังมีอีกห้าร้อยตำลึง”
“ทะ...เท่าไหร่นะ?” หลี่เช่อตาโต
ห้าร้อยตำลึง? องค์ชายผู้สูงศักดิ์มีแค่ห้าร้อยตำลึงเนี่ยนะ?
ใช่แล้ว ห้าร้อยตำลึงสำหรับชาวบ้านธรรมดา หรือแม้แต่ขุนนางทั่วไปก็ถือว่าเป็นเงินก้อนโตแล้ว
แต่สำหรับองค์ชายคนหนึ่ง เงินแค่นี้เกรงว่าคงไม่พอแม้แต่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน
“เหลือเพียงห้าร้อยตำลึง นี่ก็เพราะองค์ชายประหยัดอดออมมาตลอด จึงเก็บได้เท่านี้”
หลี่เช่อรู้สึกปวดหัวอย่างหนัก เอามือนวดขมับ “ช่างเถอะ ข้าจะเขียนของสำคัญ ๆ ก่อน ท่านก็ไปซื้อตามนั้น ที่เหลือรอให้เบี้ยหวัดที่ฝ่าบาทพระราชทานลงมาก่อน แล้วค่อยซื้อเพิ่มก็ไม่สาย”
ตอนแรกก็คิดจะรีบออกจากเมืองหลวงอยู่หรอกนะ แต่ดูท่าว่าคงต้องอยู่ต่ออีกพัก
ตอนนั้นเอง เด็กสาวชื่อชิวเหวินก็วิ่งหอบพู่กันกับน้ำหมึกมาแล้ว
หลี่เช่อมองนางแวบหนึ่ง ก็พูดไม่ออก “ให้ไปเอาพู่กันกับน้ำหมึก นี่เจ้าเอาจริง ๆ ให้แค่พู่กันกับหมึกเนี่ยนะ?”
“หา?” เด็กน้อยมองเขาด้วยแววตาใสซื่อ
“ไม่มีกระดาษ แล้วจะให้ข้าเขียนที่ไหน?!”
“อ๋อ!” เด็กน้อยถึงบางอ้อ แก้มแดงซ่าน แล้วก็วิ่ง ‘ตึงตึงตึง’ กลับไปอีก
ไม่นานนัก ในที่สุดก็นำกระดาษมาด้วย
หลี่เช่อคลี่กระดาษออก ลุงหยางช่วยบดหมึกอยู่ข้าง ๆ
โชคดีที่ความทรงจำของกล้ามเนื้อยังอยู่ ต่อให้เป็นพู่กันจีนที่ไม่เคยจับมาก่อน พอเริ่มลงมือเขียนก็เขียนเป็นเลย
หลังจากคิดเล็กน้อย ก็เขียนรายการยาวเหยียดออกมาอย่างรวดเร็ว
ลุงหยางรับรายการมา อดอ่านออกเสียงไม่ได้ “ไป๋เตี๋ยจื่อ... นี่มันดอกไม้ไม่ใช่หรือ? ท่านจะเอามันไปทำอะไร?”
“กันหนาว”
“ไป๋เตี๋ยจื่อนี่กันหนาวได้ด้วยหรือ?” ลุงหยางแปลกใจ
“ได้แน่นอน” หลี่เช่อยิ้ม
ไป๋เตี๋ยจื่อก็คือฝ้ายนั่นเอง
ประวัติการนำฝ้ายเข้าสู่แดนตอนกลางนั้นย้อนกลับไปได้นานมาก แต่ในตอนแรกไม่ได้ถูกใช้อย่างแพร่หลาย กลับถูกปลูกเป็นไม้ประดับในหมู่ชนชั้นสูง
ในห้วงมิติเวลาเดิมของตน การพัฒนาจนกลายเป็นของใช้กันหนาวต้องรอจนถึงสมัยฮ่องเต้หงอู่แห่งราชวงศ์หมิงที่สนับสนุนการปลูกฝ้ายถึงค่อยเป็นไป
แต่ในโลกนี้ ประโยชน์ที่แท้จริงของฝ้ายยังไม่ถูกค้นพบ
สายตาของลุงหยางกวาดไปบนรายการอย่างรวดเร็ว แล้วก็มีสีหน้าลำบากใจขึ้นมาทันที
ในนั้นนอกจากของส่วนน้อยที่หาได้ง่ายแล้ว ส่วนใหญ่ล้วนเป็นของหายาก มีบางอย่างที่แม้แต่ชื่อก็ยังไม่เคยได้ยิน
หลี่เช่อมองออกถึงความลำบากใจของลุงหยาง จึงเอ่ยปากว่า “ไม่เป็นไร ท่านไปหาของที่หาง่ายก่อนก็ได้ ไว้ข้าว่างแล้วค่อยหาของที่เหลือ”
ลุงหยางพยักหน้า แล้วเก็บรายการนั้นไว้อย่างระมัดระวัง
“องค์ชายเตรียมจะไปทำอะไรหรือ?”
หลี่เช่อยิ้มแสยะ “ไปกองทัพนักโทษ รับสมัครองครักษ์ของข้า”