ขุนนางเต็มท้องพระโรงต่างอ้าปากค้าง
นี่… ยังไม่ตาย?
ขุนนางที่อยู่ใกล้เสาที่สุดคนหนึ่งเหลือบมองเสาที่หลี่เช่อเพิ่งเอาหัวโขกเมื่อครู่โดยไม่รู้ตัว
บนเสามีรอยบุ๋มชัดเจน และยังมีคราบเลือดติดอยู่ด้วย
แรงขนาดนี้… ยังไม่ตาย?
หมอหลวงที่เพิ่งตรวจดูอาการของหลี่เช่อทรุดลงกับพื้นด้วยความตกใจ
เขาสัมผัสได้ถึงแววตาเย็นเยียบของฮ่องเต้ที่จับจ้องมาที่ตน ราวกับกำลังมองคนตาย
องค์ชายหกรอดแล้ว แต่ว่าตระกูลของตนเองคงต้องสูญสิ้นแน่!
หลี่เช่อกำราชโองการในมือ ความตื่นเต้นในใจระงับไว้ไม่อยู่
ตอนแรกเขากะจะนอนแผ่กับพื้นแกล้งตาย แต่เมื่อได้ยินว่าหนิงกู่จวิ้นอยู่เลยด่านซานไห่กวนออกไปก็อดใจไม่ไหวจริงๆ
นอกด่านซานไห่กวน สามมณฑลตะวันออก นั่นมันเป็นดินแดนที่แสนวิเศษเชียวนะ!
ที่สำคัญคือ เขาคุ้นเคยกับที่นั่นมาก!
ในฐานะนักสำรวจแร่ หลี่เช่อจำแหล่งแร่ทุกแห่งบนผืนแผ่นดินนั้นได้อย่างแม่นยำ
เจ้าของร่างเดิมไม่มีฐานอำนาจอะไรในราชสำนักเลย ถูกบีบจนต้องเอาหัวโขกเสาตายขนาดนี้
ตัวเองถ้าอยู่ในเมืองหลวงต่อไปก็มีแต่จะตายสถานเดียว สู้หนีไปทางตะวันออกเฉียงเหนือ แล้วค่อยๆ เติบโตทีละน้อยยังจะดีกว่า
“เช่อเอ๋อร์ เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
สุ้มเสียงแผ่วเบาของฮ่องเต้ดังขึ้น
หลี่เช่อจึงได้สติกลับมาจากความตื่นเต้น เงยหน้าขึ้นมองจักรพรรดิที่อยู่ด้านหน้าสุดของท้องพระโรง
แค่มองแวบเดียว หลี่เช่อก็รู้สึกราวกับวูบวาบ
ต้องบอกว่า สมกับเป็นปฐมจักรพรรดิจริงๆ ออร่าและความกดดันนี่มันเต็มเปี่ยมจริงๆ
อายุราวสี่สิบ ใบหน้าคมเข้มแข็งแกร่ง คิ้วขมวดเล็กน้อย
แววตาลึกซึ้งและเฉียบคม ทรงอำนาจโดยไม่ต้องแสดงท่าที แค่เพียงชำเลืองมอง ก็ทำให้คนรู้สึกถึงพระราชอำนาจที่ไม่อาจโต้แย้งได้
“ลูกกระหม่อม ยังรู้สึกมึนหัวอยู่บ้าง” หลี่เช่อกุมศีรษะ
“ไปที่ตำหนักหมอหลวงให้หมอตรวจดูสักหน่อย แล้วค่อยมาหาข้าที่ตำหนักหยางซิน” น้ำเสียงของฮ่องเต้เด็ดขาด
“ลูกกระหม่อมรับบัญชา”
หลี่เช่อยัดราชโองการใส่อกเสื้อ หันตัวเดินออกนอกท้องพระโรง
เมื่อได้ยินคำสั่งฮ่องเต้ หมอหลวงที่หมอบอยู่กับพื้นก็ลุกขึ้นมาประคองหลี่เช่อแล้วเดินออกไปหมายจะฉวยโอกาสนี้หลีกหนีเอาตัวรอด
หลี่เช่อเองก็ไม่ได้คิดจะเปิดโปงเขา เป็นหมอหลวงก็ไม่ง่ายเหมือนกัน แถมที่จริงเขาก็ไม่เชิงว่าวินิจฉัยผิดเสียทีเดียว
คาดไม่ถึงว่า วินาทีต่อมาก็ได้ยินฮ่องเต้ตรัสอย่างเย็นชาว่า “หมอเถื่อน รักษาไม่ได้เรื่อง ควรได้รับโทษอย่างไร?”
หลี่เช่อรู้สึกได้ว่ามือที่ประคองตนอยู่สั่นวูบอย่างแรง แล้วก็ได้ยินเพียงเสียง ‘ตุ้บ’
พอมองอีกที หมอหลวงผู้นั้นก็คุกเข่าลื่นไถลลงไปกับพื้นแล้ว “ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิต ฝ่าบาทโปรดไว้ชีวิตพ่ะย่ะค่ะ!”
ฮ่องเต้ชำเลืองมองเขา “ประหาร ริบราชบาตร ครอบครัวทั้งหมดเนรเทศไปหนิงกู่จวิ้น”
หลี่เช่อ: ???
อะไรกัน ไม่ต้องเสแสร้งแล้วรึไง? นี่แสดงให้ข้าดูวิธีใช้หนิงกู่จวิ้นที่ถูกต้องใช่ไหม?
มองดูหมอหลวงที่นอนสิ้นสภาพถูกราชองครักษ์สองนายลากออกไป หลี่เช่อเหมือนจะเข้าใจเจตนาของฮ่องเต้
เรื่องนี้… มันยังไม่จบ
ฮ่องเต้ยังไม่แตะต้องตนในตอนนี้ ก็เพราะได้แต่งตั้งตนเป็นอ๋องต่อหน้าขุนนางไปแล้ว
วาจาจากปากกษัตริย์ไร้คำลวง ต่อให้อำนาจบารมีของพระองค์จะมากเพียงใด ก็ไม่มีทางกลับคำต่อหน้าธารกำนัลได้
แต่เรื่องวู่วามยังไม่ได้รับการสะสาง คมมีดยังคงอยู่เบื้องหลัง!
คิดได้ดังนี้ ความตื่นเต้นในใจของหลี่เช่อก็ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกถึงภัยอันตราย เร่งฝีเท้าเร็วขึ้น
ขุนนางที่อยู่รอบๆ ต่างหลีกทาง ราวกับหลบหนีเทพแห่งโรคระบาด
。。。。。。。
หมอหลวงในตำหนักหมอหลวงตรวจรักษาอยู่พักหนึ่ง ยืนยันว่าหลี่เช่อไม่มีอาการน่าเป็นห่วงแล้ว จึงปล่อยเขาออกมา
หลี่เช่อเดินตามความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม มาถึงด้านนอกตำหนักหยางซินในวังหลวง
หลังจากองครักษ์เข้าไปรายงาน หวงจิ่นก็เดินออกมาอย่างรวดเร็ว มองหลี่เช่อด้วยสีหน้าเรียบเฉย
“องค์ชายหก ฝ่าบาทรับสั่งให้เข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
หลี่เช่อไม่แม้แต่จะชายตามองไอ้ขันทีเฒ่านั่นสักแวบ เดินมุ่งตรงเข้าไปในตำหนัก
ไอ้เฒ่านี่ไม่ใช่คนดี เป็นหนึ่งในผู้ร้ายที่ปองร้ายเจ้าของร่างเดิม
ตำหนักหยางซินเป็นสถานที่ที่จักรพรรดิฉิ่งใช้จัดการราชกิจ การตกแต่งภายในไม่หรูหรา เรียกได้ว่าค่อนข้างเรียบง่าย
รัชสมัยของจักรพรรดิฉิ่งไม่มีฟุ่มเฟือย ตรงกันข้าม พระองค์ทรงยกย่องให้ประหยัดมัธยัสถ์ แม้กระทั่งเบี้ยหวัดของขุนนางก็ประหยัดถึงขีดสุด
เพิ่งเดินเข้าสู่ท้องพระโรง หลี่เช่อก็สัมผัสได้ถึงแววตาที่เต็มไปด้วยอำนาจคุกคามสายหนึ่ง พุ่งตรงเข้ามา
กลางท้องพระโรง หลังโต๊ะทำงาน จักรพรรดิฉิ่งใช้สายตากราดร้าวอย่างละเอียดลออ ตรวจสอบโอรสองค์ที่หกของตน
“ลูกกระหม่อม ขอพระราชทานเข้าเฝ้าพระบิดา” หลี่เช่อโค้งคำนับ
จักรพรรดิฉิ่งไม่ได้ตรัสอะไร ทรงจ้องมองหลี่เช่ออย่างเงียบงัน
หลี่เช่อก็มองตอบอย่างสงบ
จักรพรรดิฉิ่งเห็นว่าหลี่เช่อไม่หลบสายตาพระองค์อีกแล้ว ในใจพลันเกิดความรู้สึกประหลาดใจ
จู่ๆ ก็รู้สึกว่าหลี่เช่อตรงหน้าดูแปลกหน้าไป แปลกหน้าจนแม้แต่ตัวเองก็มองไม่ทะลุ
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด จนกระทั่งหลี่เช่อรู้สึกว่าแขนของตนเริ่มเมื่อยนิดๆ แล้ว จักรพรรดิฉิ่งจึงตรัสขึ้นเรียบๆ ว่า
“หลี่เช่อ เจ้ารู้ตัวว่าผิดหรือไม่?”
“ลูกกระหม่อมไม่ทราบ” หลี่เช่อรีบวางแขนที่เมื่อยลงฉวยโอกาสนี้
จักรพรรดิฉิ่งหรี่ตามองเขา “เช่นนั้น เจ้ารู้หรือไม่ ว่าข้าเรียกเจ้ามาที่นี่ทำไม?”
“ลูกกระหม่อมก็ไม่ทราบอีกเช่นกัน” ในตาของหลี่เช่อฉายแวบแห่งความเด็ดเดี่ยว “แต่ว่าลูกกระหม่อมมาที่นี่ ก็เพื่อก่อกบฏ!”
รูม่านตาของจักรพรรดิฉิ่งหดตัวลงทันที ใบหน้าที่เคยเรียบเฉยปรากฏสีหน้าตะลึงงันเป็นครั้งแรก
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
“ลูกกระหม่อมว่า” หลี่เช่อประสานมืออีกครั้ง แล้วเปล่งเสียงดังซ้ำอีกว่า “ลูกกระหม่อมมาที่นี่ เพื่อก่อกบฏต่อฝ่าบาท!”