บทที่ 4 เฉินถิงไห่ ไร้ลูกหลานสืบสกุล
เฉินถิงไห่ยังไม่รู้เลยว่า การที่ซุ้มบัวอุ้มบุตรถูกทำลาย จะนำพาหายนะครั้งใหญ่มาสู่ตระกูลเฉินเพียงใด
เขากำลังอุ้มหลานชายแรกเกิด ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม หยอกล้อหลานน้อยอย่างมีความสุข
ทารกในผ้าห่อตัว ก็หลับตาลงอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย และหยุดหายใจ
ในเวลาเดียวกัน ข่าวร้ายก็ประดังเข้ามาทีละเรื่อง บุตรชายทั้งเจ็ดของเฉินถิงไห่ เสียชีวิตด้วยอุบัติเหตุทั้งหมดภายในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน
หลานชายหลานสาวอีกกว่าสิบคน ก็เสียชีวิตอย่างลึกลับก่อนวัยอันควร
ตอนนั้นเอง เฉินถิงไห่จึงรู้สึกได้ว่ามีสิ่งผิดปกติ เขาไปตามหาหลี่จินซานที่คอกม้า แต่กลับไร้วี่แววของอีกฝ่าย เหลือเพียงตัวหนังสือใหญ่ ๆ บนฝาผนัง
“ทำชั่วมากไป ไร้ลูกไร้หลานสืบสกุล!”
เฉินถิงไห่ทำได้เพียงมองดูลูกหลานของตน จากไปทีละคน ๆ เขาไม่อาจทนรับแรงกระทบนี้ได้ และกลายเป็นคนเสียสติไปในที่สุด
ภายหลังมีคนเล่าว่า ตอนที่เฉินถิงไห่ตาย เขาหมอบอยู่บนหลุมศพบิดามารดาตัวเอง และถูกความหนาวเหน็บพรากลมหายใจจนกลายเป็นศพแข็ง
คนน่าเวทนา ก็ย่อมมีเรื่องน่าชิงชัง
ทุกสิ่งที่เฉินถิงไห่ได้มาจากการใช้ฮวงจุ้ยฝืนลิขิตสวรรค์เปลี่ยนชะตาชีวิต ในวินาทีที่ซุ้มบัวอุ้มบุตรถูกทำลาย สิ่งที่เขาเคยได้รับมามากเท่าไร ก็จะต้องสูญเสียไปเท่านั้น
หากเขาเคยทำความดี สั่งสมบุญกุศล บั้นปลายอาจไม่น่าเวทนาถึงเพียงนี้
คุณปู่เล่าจบ ก็ยกจอกเหล้าขึ้นดื่มหมดในอึกเดียว ยังคงจมลึกอยู่ในห้วงความทรงจำ
ในฐานะผู้สืบทอดสายวิชาฮวงจุ้ย หลี่เฉิงเฟิงเชื่อคำพูดของคุณปู่สนิทใจ แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่เชื่อ
“คุณปู่ เรื่องที่เล่านี่แต่งได้ดีจริง ขอแต่งให้ฟังอีกสักเรื่องได้ไหม”
“ฮะ ๆ ๆ…”
“นี่ไม่ใช่เรื่องแต่งนะ ไปที่ใต้เตียงของปู่ ดึงกล่องที่อยู่ข้างใต้ออกมา”
“ในนั้นมีกล่องเล็ก ๆ อยู่ ลองเปิดกล่องดู แล้วเจ้าจะรู้ว่าที่ปู่พูดเป็นเรื่องจริงหรือเท็จ”
หลี่เฉิงเฟิงดึงกล่องออกมาจากใต้เตียง พบกล่องเล็ก ๆ ใบหนึ่งที่มีรูปลักษณ์งดงามอยู่ข้างใน วินาทีที่เปิดกล่องออก เขาก็ชะงักนิ่งคาที่
ภายในกล่องมีฝักบัวสีทองอยู่หนึ่งดอก บนฝักบัวยังมีรูเล็ก ๆ เจ็ดรู แต่เมล็ดบัวกลับหายไปแล้ว ใต้ฝักบัวยังมีรากบัวอยู่หนึ่งท่อน
มองดูฝักบัวในกล่อง หลี่เฉิงเฟิงเอ่ยด้วยความตกตะลึง
“คุณปู่ นี่ นี่คือฝักบัวที่คุณปู่ถอนมาจากซุ้มบัวอุ้มบุตรหรือนี่?”
“ใช่แล้ว!”
“ฝักบัวดอกนี้มีชื่อว่า บัวเจ็ดบุตร เกิดจากแก่นแท้แห่งปราณชีพของสายธารโลก ดูดซับแก่นสารแห่งจันทรา”
“เป็นของวิเศษล้ำค่าที่หายากในรอบพันปี เกรงว่าในโลกนี้จะมีเพียงดอกเดียว”
คุณปู่กล่าวด้วยความภาคภูมิใจ เขาเก็บรักษาฝักบัวดอกนี้มาจนถึงตอนนี้ แสดงให้เห็นถึงความล้ำค่าของมัน
มองดูฝักบัวในมือ หลี่เฉิงเฟิงรู้สึกตื่นเต้นจนใจเต้นระทึก ไม่อาจสงบลงได้นาน
ธรรมชาติได้ทิ้งสิ่งลี้ลับไว้ให้พวกเรามากมาย ในโลกนี้ยังมีคำถามที่ไร้คำตอบอีกมากมาย ที่มนุษย์ไม่อาจไขปริศนาได้
แท้จริงแล้วมนุษย์นั้นเล็กจ้อยยิ่งนัก เพียงแค่เรียนรู้วิทยาการและเทคโนโลยีสมัยใหม่มานิดหน่อย ก็กลับปฏิเสธมรดกทางวัฒนธรรมโบราณ นี่คือความสูญเสียครั้งใหญ่หลวงที่สุดของมวลมนุษยชาติ
ภายใต้การโน้มน้าวของคุณปู่ เมื่อได้รับรู้ชะตากรรมของท่านอาจารย์ผู้เฒ่า มองดูร่างกายพิการของคุณปู่
หลี่เฉิงเฟิงที่แต่เดิมคิดจะล้มเลิกการเปิดสุยเหยียนถังอีกครั้ง ในตอนนี้ก็ตัดสินใจได้ แม้จะต้องกลายเป็นเช่นคุณปู่ เขาก็จะเปิดสุยเหยียนถังอีกครั้ง
มองดูแววตาที่เปี่ยมด้วยความปรารถนาจะเรียนรู้ของหลานชาย คุณปู่ได้แต่ส่ายหน้าด้วยความจนใจ จบกัน เด็กคนนี้ถูกมนต์สะกดเข้าสิงแล้ว
ในใจแฝงความเสียใจ ไม่น่าเล่าเรื่องพวกนี้ให้เขาฟังเลย อยากจะให้เขาล้มเลิกความคิดที่จะเปิดสุยเหยียนถังอีกครั้ง เกรงว่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว
ในตอนที่ตัวเองไม่สนใจสิ่งใดแล้วเลือกเดินบนเส้นทางสายนี้ ก็ไม่ใช่เพื่อเสาะหาสิ่งลี้ลับและไม่มีใครรู้จักในโลกนี้หรอกหรือ
หลี่เฉิงเฟิงมองคุณปู่ แววตาเผยความแน่วแน่ ใบหน้าเคร่งขรึมเอ่ยว่า
“คุณปู่ ผมจะเปิดสุยเหยียนถังอีกครั้ง”
คุณปู่ไม่ตอบ แต่กลับยกจอกเหล้าขึ้นดื่มหมดในอึกเดียว หยิบหมูหัวชิ้นหนึ่งใส่ปาก เคี้ยวช้า ๆ เงียบอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยอย่างช้า ๆ
“เฮือกน้อย พอเจ้าเหยียบย่างสู่เส้นทางสายนี้ ก็จะต้องสูญเสียคู่ครอง สูญเสียญาติ สูญเสียพ่อแม่ สูญเสียลูกหลาน สูญเสียอวัยวะ และไม่สมหวังในทรัพย์สิน เพศตรงข้าม อำนาจวาสนา เจ้าไม่กลัวหรือ”
“ผมไม่กลัว”
หลี่เฉิงเฟิงตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด สิ่งที่คุณปู่เรียกว่าสูญเสียคู่ครอง สูญเสียญาติ สูญเสียพ่อแม่ สูญเสียลูกหลาน สูญเสียอวัยวะ ไม่สมหวังในทรัพย์สิน เพศตรงข้าม อำนาจวาสนา นั่นแหละคือบทลงโทษจากสวรรค์สำหรับผู้ล่วงรู้ความลับแห่งฟ้า โดยทั่วไปเรียกว่า ห้าผิดปกติสามพร่อง
ห้าข้อแรกคือห้าผิดปกติ สามข้อหลังคือสามพร่อง
คุณปู่ถอนหายใจ เมื่อครั้งก่อนที่เก็บหลี่เฉิงเฟิงมาได้จากข้างถังขยะ อาจเป็นพรหมลิขิต ลิขิตให้เขาต้องเดินบนเส้นทางสายนี้
อยากให้เขาหางานทำ แต่งเมีย มีลูก ใช้ชีวิตอย่างสงบสุข ดูท่าทางคงเป็นไปไม่ได้เสียแล้ว
“ตกลง!”
“เจ้าอยากเดินบนเส้นทางนี้ ปู่ก็ไม่ขัดเจ้า หวังว่าเจ้าจะไม่เสียใจทีหลัง”
“ไม่มีวันเสียใจอย่างเด็ดขาด”
“ดี เมื่อเป็นเช่นนี้ ข้าจะให้เจ้าไหว้บรรพจารย์ เปิดตาวิเศษให้เจ้า มอบฉินเทียนลิ่งให้เจ้า รับเจ้าเข้าสำนักอย่างเป็นทางการ”
คุณปู่หยิบแผ่นหยกแผ่นหนึ่งออกมาจากตัว มอบให้กับหลี่เฉิงเฟิง
แผ่นหยกไม่ใหญ่นัก ขนาดเท่ากล่องไม้ขีดไฟ บนนั้นสลักอักษรสามตัวว่า 'ฉินเทียนลิ่ง' ด้านหลังสลักรูปมังกรศักดิ์สิทธิ์ที่ดูเหมือนมีชีวิต
ในยุคโบราณ ฉินเทียนลิ่งคือสัญลักษณ์ประจำตัวของผู้เชี่ยวชาญฮวงจุ้ยแห่งกรมดูดาว แสดงถึงความสามารถและสถานะ
ภายใต้การนำทางของคุณปู่ หลี่เฉิงเฟิงแสดงความเคารพด้วยการคุกเข่าสามครั้งและโค้งคำนับเก้าครั้ง ไหว้บรรพจารย์แห่งสำนักฉีเหมิน กัวผู่ แล้วใช้น้ำสวรรค์ล้างตา ใช้ดินบริสุทธิ์ชำระกาย จากนั้นรับเข็มทิศสามประสาน
หลังจากเสร็จสิ้นขั้นตอนการเข้ารีตทั้งหมด คุณปู่ถอนหายใจ กล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เสี่ยวเฟิง นับแต่วันนี้ เจ้าคือผู้สืบทอดรุ่นที่ 108 แห่งสายวิชาฉีเหมิน น้ำสวรรค์เปิดตา สังเกตการเปลี่ยนแปรของสุริยัน จันทรา และหมู่ดารา ดินบริสุทธิ์ชำระกาย ค้นหาสายปราณและเส้นมังกร”
“จงจำให้ดี จงทำความดีให้มาก สั่งสมบุญกุศล จะได้รอดพ้นโทษทัณฑ์จากสวรรค์ อย่าใช้วิชาทำร้ายผู้อื่น อย่าใช้วิชาเบียดเบียนผู้อื่น”
“อืม ข้าน้อยขอรับ จดจำคำสั่งสอนของคุณปู่”
ในใจของหลี่เฉิงเฟิงก็อดตื่นเต้นไม่ได้ นับจากวันนี้ไป เขาก็คือผู้เชี่ยวชาญฮวงจุ้ยฉีเหมินที่แท้จริง
คุณปู่ค้นหาอยู่ในห้องนานมาก สุดท้ายพบถุงผ้าใบหนึ่งใต้หมอน เทของทั้งหมดในถุงลงบนโต๊ะ
บนโต๊ะมีพวงกุญแจหลายพวง แล้วก็มีกระดองเต่าเก้าชิ้นกับป้ายกระดูกอีกหนึ่งพวง
คุณปู่หยิบพวงกุญแจพวงหนึ่ง ยื่นให้หลี่เฉิงเฟิง
“นี่คือกุญแจของสุยเหยียนถัง ตอนนี้ก็เป็นของเจ้าแล้ว”
หลี่เฉิงเฟิงรับกุญแจมา แต่สายตากลับหยุดอยู่ที่กระดองเต่ากับป้ายกระดูก ถามด้วยความสงสัย
“คุณปู่ นั่นมันอะไรหรือครับ”
“ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน กระดองเต่าพวกนี้ กับป้ายกระดูกนี่ ล้วนเป็นสิ่งที่ท่านอาจารย์ผู้เฒ่าของข้าถ่ายทอดให้ข้า”
“ก่อนที่ท่านจะจากไป ท่านบอกข้าว่า ให้พยายามถอดรหัสตัวอักษรบนนั้น การจะถอดรหัสตัวอักษรพวกนี้ยากเกินไปแล้ว เกรงว่าผีก็ยังไม่รู้จัก”
คุณปู่กล่าวด้วยความจนใจยิ่งนัก
หลี่เฉิงเฟิงหยิบกระดองเต่าขึ้นมาชิ้นหนึ่ง บนนั้นสลักแน่นขนัดไปด้วยตัวอักษรโบราณมากมาย พวกนี้น่าจะเป็นอักษรกระดองเต่า
หลี่เฉิงเฟิงเองก็ไม่รู้จักตัวอักษรโบราณพวกนี้
กระดองเต่าและกระดูกพวกนี้ ไม่รู้ว่าสืบทอดต่อกันมากี่รุ่นแล้ว ทั้งท่านอาจารย์ผู้เฒ่าและคุณปู่ ต่างก็อยากถอดรหัสตัวอักษรบนนั้น
คุณปู่ในวัยหนุ่ม เคยออกตามหาผู้ทรงคุณวุฒิในวงการโบราณคดีมากมาย รวมถึงผู้เชี่ยวชาญอาจารย์ที่ค้นคว้าเรื่องอักษรกระดองเต่าโดยเฉพาะ แต่ก็ไม่มีใครสักคนที่สามารถถอดรหัสตัวอักษรบนนั้นได้
ตัวอักษรพวกนี้เก่าแก่ยิ่งกว่าอักษรกระดองเต่าเสียอีก มีอาจารย์เฒ่าผู้เชี่ยวชาญอักษรกระดองเต่าท่านหนึ่งสันนิษฐานว่า ตัวอักษรบนนั้นอาจเป็นอักษรเทวานุทินที่เก่าแก่ยิ่งกว่า
หลี่เฉิงเฟิงเก็บกระดองเต่าและป้ายกระดูกกลับเข้าที่ดังเดิม ในใจเต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ ตัวอักษรบนนั้นบันทึกอะไรไว้กันแน่?
ตัวอักษรเก่าแก่ที่สุดที่มนุษย์ค้นพบในตอนนี้ก็คืออักษรกระดองเต่า อักษรเทวานุทินกลับเก่าแก่กว่าอักษรกระดองเต่าอีกหรือ?
ไม่รู้ว่าภายในชั่วชีวิตนี้ จะสามารถถอดรหัสตัวอักษรบนนั้นได้หรือไม่?