บทที่ 5 มาถึงเฉิงอันครั้งแรก
ห้าวันต่อมา นอกเมืองเทียนหยาง
แสงอรุณแรกสาดสาง หมอกบางยังไม่จางหายจากทุ่งกว้างสองข้างทางหลวง เรือวิญญาณลำหนึ่งจอดอยู่นอกประตูเมือง
ใต้เท้าหลิ่วเดินทางล่วงหน้าไปก่อนเพราะกิจธุระของสำนัก บัดนี้เหลือเพียงฟางโจ้วและเย่หนิงหานยืนเคียงข้างกัน
วันนี้เย่หนิงหานกลับมาสวมกระโปรงยาวสีเขียวชุดเดิม เหน็บกระบี่ที่เอว เงียบขรึมเย็นชาเช่นเคย ฟางโจ้วแต่งกายเรียบง่ายเดินทางเบา ๆ พกแค่แหวนเก็บสมบัติที่บิดามอบให้
“ไปกันเถอะ”
เย่หนิงหานพาฟางโจ้วกระโดดขึ้นเรือวิญญาณอย่างแผ่วเบา ท่วงท่าคล่องแคล่วว่องไว
นางก้มมองฟางโจ้วแวบหนึ่ง กล่าวเสริมว่า “สำนักวั่นเซิ่งอยู่ห่างจากที่นี่สามหมื่นลี้ ต้องผ่านการเปลี่ยนถ่ายค่ายกลเคลื่อนย้ายสามจุด ค่ายกลแรกอยู่เมืองชิงมู่ ห่างจากที่นี่ครึ่งวัน”
ตลอดทางไร้เสียงพูดคุย เย่หนิงหานไม่ใช่คนช่างพูด ฟางโจ้วก็ไม่รู้จะคุยอะไรกับนาง ทั้งสองจึงออกเดินทางไปด้วยความเงียบงันเช่นนี้ แต่กลับไม่รู้สึกเคอะเขิน กลับมีความเข้าใจกันอย่างประหลาด
เพิ่งพ้นเที่ยงไป ค่ายกลเคลื่อนย้ายเมืองชิงมู่ก็ปรากฏตรงหน้า จ่ายหินวิญญาณ ก้าวเข้าสู่ค่ายกล พอรู้สึกถึงการหมุนคว้างของฟ้าดิน ตรงหน้าก็กลายเป็นอีกเมืองหนึ่งแล้ว สลับไปมาเช่นนี้สามครั้ง เมื่อฟางโจ้วก้าวออกจากค่ายกลเคลื่อนย้ายครั้งที่สาม ก็เป็นช่วงบ่ายของวันรุ่งขึ้น
เขายืนอยู่บนแท่นสูงของค่ายกลเคลื่อนย้าย มองออกไปไกลสุดสายตา แล้วก็ตะลึงงัน
เขาเคยจินตนาการถึงรูปลักษณ์ของสำนักวั่นเซิ่งมาแล้ว ตำหนักงามดุจแดนสวรรค์ เมฆหมอกลอยล้อม น้ำตกไหลริน สายธารใสเย็น จินตนาการทั้งหมดวนเวียนอยู่กับคำว่า “ความสง่างามของเซียน”
แต่สิ่งที่เขาไม่คาดคิดเลย สิ่งที่ทำให้เขาตะลึงอย่างแท้จริง ไม่ใช่ตัวสำนักวั่นเซิ่งเอง แต่เป็นเมืองที่อยู่รอบนอกของสำนัก
ตึกสูง ตึกสูงเรียงรายเป็นตับปลา
ตึกเหล่านั้นสูงหลายสิบชั้นเป็นพื้น ชั้นสูง ๆ กระทั่งเกินร้อยชั้น ผนังด้านนอกมีอักขระแสงวิญญาณอ่อน ๆ ไหลวน เห็นได้ชัดว่าเสริมความแข็งแกร่งด้วยค่ายกล
ระหว่างตึกสูง ถนนหนทางกว้างขวางสะอาดตาตัดกันไปมา พื้นถนนปูด้วยแผ่นหินนิรนาม ภายใต้แสงอาทิตย์สะท้อนความเงางามอ่อนนุ่ม ริมถนนร้านค้าเรียงราย ป้ายร้านมีตัวอักษรที่รวมตัวขึ้นจากแสงวิญญาณส่องประกาย ผู้คนเดินขวักไขว่ แต่งกายหลากหลาย
ลานกว้างไกลออกไป ค่ายกลวิญญาณขนาดใหญ่ลอยเด่นอยู่กลางอากาศ หมุนตัวอย่างช้า ๆ มีเซียนเดินทางเข้าออกค่ายกลเป็นระยะ
ไกลออกไปกว่านั้น สะพานรุ้งหลายเส้นพาดผ่านขอบฟ้า เชื่อมต่อกับหอคอยสูงหลายหอ บนสะพานรุ้งมีเซียนเดินทางกลางอากาศ ชายเสื้อปลิวไสว ราวกับเทพเซียน
แต่สิ่งที่ทำให้ฟางโจ้วประหลาดใจที่สุด คือ “ระเบียบแบบแผน” ของเมืองนี้
ตึกสูงแต่ละหลังถูกจัดเรียงอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย แนวถนนผ่านการวางแผนอย่างละเอียดแม่นยำ แสงวิญญาณของค่ายกลแต่ละแห่งผสมผสานกันแต่ไม่รบกวนกัน ก่อเกิดเป็นเครือข่ายค่ายกลขนาดใหญ่ที่ปกคลุมทั่วเมือง
“นี่... สำนักวั่นเซิ่งหรือ” ฟางโจ้วถาม
“นี่คือเมืองรอบนอกแห่งหนึ่งของสำนักวั่นเซิ่ง ชื่อว่าเฉิงอัน”
เย่หนิงหานเดินอยู่ข้างกายเขา น้ำเสียงเรียบเฉย
“ภายในรัศมีห้าหมื่นลี้จากประตูสำนักวั่นเซิ่ง มีเมืองแบบนี้กว่าร้อยแห่ง เฉิงอันห่างจากประตูสำนักประมาณสามร้อยลี้ เป็นเมืองที่อยู่ใกล้ที่สุด”
ฟางโจ้วซึมซับข้อมูลนี้อย่างเงียบงัน เมืองแบบนี้กว่าร้อยแห่ง แต่ละแห่งล้วนสร้างขึ้นโดยเซียน วางผังได้เป็นระเบียบเรียบร้อยขนาดนี้
ตระกูลฟางในเมืองของมนุษย์ธรรมดาก็นับว่าเป็นตระกูลทรงอิทธิพลในพื้นที่ แต่เมื่อเทียบกับเมืองเฉิงอันตรงหน้านี้ ก็เป็นดั่งหิ่งห้อยเทียบกับจันทร์กระจ่างแจ้ง เขากระทั่งเห็นป้ายร้านขนมอบริมถนนร้านหนึ่ง ใช้จินสุกรแสงจันทร์ที่มูลค่าพันหินวิญญาณต่อกรัม ของแบบนี้ในเมืองเทียนหยางเฉพาะตอนหลอมโอสถยังยอมผสมแค่หนึ่งถึงสองสลึง แต่ที่นี่กลับเอามาทำป้ายร้าน
“ผู้อยู่อาศัยในเมืองเหล่านี้ ส่วนใหญ่เป็นคนไร้ที่อยู่อาศัยที่ศิษย์สำนักช่วยชีวิตไว้ระหว่างออกไปฝึกฝน”
เย่หนิงหานกล่าวต่อ “พวกเขาอาศัยอยู่ในเมืองนี้ ทำมาหากิน อีกส่วนหนึ่งคือผู้คนจากที่ต่าง ๆ ที่มาเข้าศึกษา หวังว่าสักวันจะผ่านการคัดเลือกเข้าสู่สำนักวั่นเซิ่ง”
ฟางโจ้วได้สติ พยักหน้า
เขาเดินตามเย่หนิงหานลงจากแท่นสูงของค่ายกลเคลื่อนย้าย ตรงไปตามถนนสายหลักอย่างต่อเนื่อง
ร้านค้าสองข้างถนนมีทุกสิ่งลานตา ทั้งร้านขายโอสถ หอค้าเครื่องราง ร้านขายยันต์ รวมถึงภัตตาคาร โรงน้ำชา ร้านผ้า ร้านอาหาร
ผู้ฝึกตนกับมนุษย์ธรรมดาอาศัยอยู่เคียงข้างกัน กลับไร้ซึ่งความขัดแย้ง
เดินไปได้ไม่นาน เย่หนิงหานหยุดอยู่หน้าตึกเล็กห้าชั้นหลังหนึ่ง
“ถึงแล้ว”
ตึกเล็กทั้งหลังสร้างด้วยหินเขียว บนผนังด้านนอกมีเถาวัลย์นิรนามเลื้อยปกคลุม ดอกสีขาวเล็ก ๆ แย้มบาน เหนือประตูไม่มีป้ายอักษร มีเพียงลวดลายค่ายกลเรียบง่ายหนึ่งเส้นสลักอยู่บนกรอบประตู
เย่หนิงหานหยิบป้ายหยกออกมาแผ่นหนึ่งแนบลงบนลวดลายค่ายกล แสงวิญญาณแวบขึ้น ประตูเปิดออก
“ที่นี่เป็นที่พักที่อาจารย์มอบให้ข้าหลังจากเข้าสำนักชั้นใน ตอนกลับสำนักข้าจะแวะพักที่นี่บ้างเป็นครั้งคราว สำนักมีกฎ ผู้ที่ไม่ใช่ศิษย์สำนักห้ามพักค้างคืนในเขตประตูสำนักเกินสามวัน หากเจ้าต้องการพักระยะยาว ทำได้แค่พักที่นี่”
ฟางโจ้วเดินตามนางเข้าไปภายในตึก
ชั้นล่างเป็นห้องรับรอง จัดวางเรียบง่ายแต่ไม่ขัดสน โต๊ะเก้าอี้โต๊ะน้ำชาครบครัน ชั้นสองเป็นห้องนอนและห้องฝึกตน ชั้นสามคือห้องหนังสือ ทุกที่ปราศจากฝุ่นธุลี เห็นชัดว่ามีค่ายกลรักษาไว้
เย่หนิงหานพาเขาดูรอบบนล่างจนทั่ว สุดท้ายกลับมาที่ห้องรับรอง
นางหยิบบัตรวิญญาณขนาดฝ่ามือออกมาจากแขนเสื้อ แผ่นบัตรทั้งแผ่นใสดุจคริสตัล ผิวหน้าไหลวนด้วยแสงวิญญาณอ่อน ๆ ยื่นให้ฟางโจ้ว
“นี่ของเจ้า”
ฟางโจ้วรับบัตรวิญญาณมา สัมผัสอุ่นเล็กน้อย
ด้านหน้าบัตรสลักสัญลักษณ์ของสำนักวั่นเซิ่ง ด้านหลังเป็นตัวเลขที่เกิดจากลวดลายวิญญาณเรืองแสงเป็นชุด
“บัตรวิญญาณนี้เป็นสื่อกลางการชำระเงินสากลในเขตปกครองของสำนักวั่นเซิ่ง หน่วยเป็นเหรียญวิญญาณ
เหรียญวิญญาณเป็นผลึกพลังวิญญาณที่สำนักหลอมรวมขึ้นเป็นหนึ่งเดียว ใช้ทั้งเพื่อการค้าขาย และใช้ดูดซับโดยตรงตอนฝึกฝน หนึ่งเหรียญวิญญาณเทียบเท่าหนึ่งหินวิญญาณโดยประมาณ ข้าได้เติมเหรียญวิญญาณไว้จำนวนหนึ่งแล้ว เพียงพอสำหรับใช้ในชีวิตประจำวันของเจ้า”
น้ำเสียงของเย่หนิงหานราบเรียบ ราวกับกำลังบอกกล่าวเรื่องเล็กน้อยที่ไม่สลักสำคัญ
ฟางโจ้วก้มมองตัวเลขบนบัตรวิญญาณ รูม่านตาสั่นไหววูบ
หนึ่งล้าน
ผู้ฝึกตนขั้นเปิดจิตธรรมดาคนหนึ่งฝึกฝนอย่างหนักในหนึ่งวันใช้ประมาณสิบหินวิญญาณ หนึ่งล้านเหรียญวิญญาณก็เพียงพอจะสนับสนุนให้ผู้ฝึกตนขั้นเปิดจิตคนหนึ่งฝึกฝนอย่างหนักถึงแสนวัน หรือประมาณสองร้อยเจ็ดสิบกว่าปี ถึงไม่นับตามวิธีคำนวณนี้ จำนวนนี้ก็เกินกว่าความหมายของคำว่า “เงินค่าขนม” ไปมาก
“นี่—”
“อีกอย่าง”
เย่หนิงหานไม่รอให้เขาพูดจบ ก็กล่าวต่อไปอีก คิ้วขมวดเล็กน้อย ราวกับกำลังขะมักเขม้นนึกทบทวนอะไรบางอย่าง
“ภัตตาคารใหญ่ที่สุดในเมืองคือตำหนักเมฆาแขก รสชาติพอใช้ได้ แต่น้ำมันกับเกลือหนักไปหน่อย หากเจ้าไม่ชิน ทางตะวันออกของเมืองยังมีร้านข้าวต้มร้านหนึ่ง เน้นข้าวต้มจืด ๆ กับกับข้าวเบา ๆ รสชาติจืดกว่า
ข้าอยู่ในสำนักเป็นส่วนใหญ่ หากเจ้ามีธุระ ถือบัตรวิญญาณไปฝากข่าวถึงข้าที่ศาลากิจธุระในเมืองได้”
มือที่ถือบัตรวิญญาณของฟางโจ้วชะงักค้าง น้ำเสียงนี้ยิ่งฟังก็ยิ่งไม่ชอบมาพากล
“ยังมีอีก” จู่ ๆ เย่หนิงหานก็เงยหน้าขึ้น สายตาจริงจังมองเขา “จำไว้ว่าต้องกินข้าวให้ตรงเวลา”
ฟางโจ้วตะลึงงัน
“การฝึกฝนถึงจะสำคัญ แต่ตอนนี้เจ้าแค่ขั้นเปิดจิต ยังไม่อดอาหารได้ จะละเลยการกินการนอนไม่ได้” เย่หนิงหานกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “วันละสามมื้อขาดไม่ได้ ข้าจะหาเวลากลับมาดูเจ้า”
ฟางโจ้วอ้าปาก อยากพูดอะไรสักอย่าง แต่กลับพบว่าความสามารถทางภาษาของเขาเสียการโดยสิ้นเชิงในชั่วขณะนั้น
เขาก้มลงมองบัตรวิญญาณในมือ แล้วเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวตรงหน้าที่พร่ำสอนเขาให้กินข้าวตรงเวลาอย่างเอาจริงเอาจัง จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าโลกนี้ช่างประหลาดพิกล
“จำได้หรือไม่” เย่หนิงหานเห็นเขาไม่พูด ก็เอียงศีรษะเล็กน้อย
“... จำได้แล้ว”
ฟางโจ้วมองท่าทางกำชับอย่างตั้งอกตั้งใจของเย่หนิงหาน ตอบอย่างจนปัญญา
เขาก็ไม่ใช่เด็กแล้ว ไม่เห็นต้องสั่งเสียเขาถึงขนาดนี้เลย
เย่หนิงหานเห็นสีหน้าจนปัญญาของฟางโจ้ว รู้ว่าเขาไม่ชอบฟังคำสั่งสอน แต่นางก็ยังพูดต่อ
“อีกอย่าง ในเมืองมีกฎเกณฑ์มากมาย เจ้าเพิ่งมาถึง อย่าวิ่งวุ่นไปทั่ว หากจะออกไปข้างนอก อย่างน้อยต้องทำความคุ้นเคยกับผังเมืองก่อน แม้เฉิงอันจะมีการปกครองดี แต่บางครั้งก็มีเซียนพเนจรก่อเรื่อง เจ้ายังฝึกฝนอ่อนแอ อย่าไปหาเรื่องเดือดร้อน”
ฟางโจ้วฟังนางอบรมทีละข้อ ๆ จู่ ๆ ก็นึกถึงคำพูดของใต้เท้าหลิ่วในคืนนั้นได้
นางบอกว่าจะทำหน้าที่คู่ชีวิตให้ดี ก็จะทำเรื่องที่ภรรยาพึงกระทำอย่างจริงจัง
ตอนนั้นเขาฟังแล้วก็ฟังไป ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก
แต่ยามนี้มองเย่หนิงหานสีหน้าเคร่งขรึมพร่ำสอน จู่ ๆ ก็รู้สึกว่าใต้เท้าหลิ่วพูดน้อยเกินไป
หญิงสาวนี่จะเรียกว่า “กำลังทำหน้าที่ภรรยา” ได้อย่างไร
นี่มันจับเขาเป็นเด็กเล็ก ๆ ไปแล้วชัด ๆ
สรุปแล้วน่ารักหรือน่ากลัวกันแน่ ฟางโจ้วเองชั่วขณะก็แยกไม่ออก
แต่อย่างน้อยก็มีอยู่เรื่องหนึ่งที่เขามั่นใจได้ วันข้างหน้าคงน่าตื่นเต้นกว่าที่เขาคิดไว้มาก
หลังจากสั่งเสียเสร็จ เย่หนิงหานก็จากไป ในสำนักยังมีกิจธุระรอนางจัดการอยู่
ก่อนไปนางหันกลับมามองฟางโจ้วอีกแวบหนึ่ง ริมฝีปากขยับเล็กน้อย ราวกับอยากจะพูดอะไรอีกสักอย่าง แต่สุดท้ายก็แค่พูดว่า “มีเรื่องก็เรียกข้า” แล้วก็เหาะกระบี่จากไป ร่างสีเขียวนั้นหายลับไปอย่างรวดเร็วในเส้นขอบฟ้าอันไกลโพ้น
ฟางโจ้วยืนที่ประตูมองตามจนนางลับตา กระทั่งแสงเขียวนั้นหายไปในหมู่เมฆสนิท จึงเก็บสายตากลับมา
เขาก้มลงมองบัตรวิญญาณในมือ ตัวเลขที่เปล่งแสงวิญญาณไหลวนเป็นประกายระยิบเล็กน้อยท่ามกลางแสงอาทิตย์ยามบ่าย
หนึ่งล้าน
เขาสองชาติรวมกันยังไม่เคยเห็นเงินมากมายขนาดนี้
ฟางโจ้วสูดหายใจลึก เก็บบัตรวิญญาณขึ้นอย่างให้เกียรติ หันหลังเดินเข้าตึกเล็ก
โดยรอบไร้ผู้คน ในที่สุดเขาก็ไม่ต้องรักษาภาพลักษณ์ที่สุขุมเยือกเย็นนั้นอีกต่อไป อดไม่ได้ที่จะสบถเบา ๆ ออกมาประโยคหนึ่ง
“ให้ตายสิ นี่มันเรื่องอะไรกัน”
ปากพูดแบบนั้น แต่มุมปากที่ยกขึ้นยังไงก็กดลงไม่ลง