ซูเยว่รู้สึกอายเล็กน้อย แต่ทางด้านลู่เหยี่ยกลับมีสีหน้าสงบนิ่ง
“พวกพี่สะใภ้มาได้จังหวะพอดี อีกเดี๋ยวพวกเขามาถึง เราก็เปิดโต๊ะได้แล้ว”
เขาหันไปพูดกับซูเยว่ว่า “เยว่เยว่ พาพวกพี่สะใภ้ไปนั่งข้างนอกหน่อย”
ซูเยว่รู้สึกว่าปล่อยให้เขาทำครัวอยู่คนเดียวไม่ดีนัก
แต่ถ้าทิ้งให้เจียงอวี้หลานกับจางเจารออยู่ข้างนอก ก็ไม่ใช่มารยาทที่ดีต่อแขก
พอเห็นความลังเลของเธอ ลู่เหยี่ยก็ยกยิ้มมุมปาก “ไปเถอะ เกือบเสร็จหมดแล้ว ที่เหลือฉันจัดการเองคนเดียวได้”
ในเมื่อเขาพูดเช่นนี้ ซูเยว่ก็พยักหน้า
“ได้ งั้นฉันออกไปละ มีอะไรให้ช่วยก็เรียกฉันนะ”
ลู่เหยี่ยพยักหน้าเล็กน้อย
เจียงอวี้หลานกับจางเจาที่อยู่ใกล้ๆ เห็นภาพนี้เข้า
ทั้งคู่สบตากัน ต่างเห็นรอยยิ้มในแววตาของอีกฝ่าย
หลังจากเชิญทั้งสองคนนั่งในห้องโถงใหญ่แล้ว ซูเยว่ก็ไปหยิบเมล็ดแตงโมที่ซื้อไว้ก่อนหน้านี้ออกมาจากตู้
จางเจามองซูเยว่ ก่อนจะเอ่ยแซวด้วยรอยยิ้ม “ก่อนหน้านี้ใครๆ ก็พูดกันว่าผู้บัญชาการลู่นิสัยแบบนี้ ถ้าแต่งงานมีเมียในวันหน้า ก็ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทนความเย็นชาของเขาไหวนะ”
เจียงอวี้หลานที่อยู่ด้านข้างยิ้มเอ่ย “ฉันว่า พวกเราครั้งนี้ดูผิดไปถนัดตาเลย ผู้บัญชาการลู่ดูภายนอกเย็นชาแต่ภายในอบอุ่น ดูสิ เขาเอาใจภรรยาเก่งขนาดนี้!”
มองไปที่ลู่เหยี่ยในครัวที่กำลังทำอาหารอย่างคล่องแคล่ว
จางเจาใช้ศอกกระทุ้งแขนของซูเยว่ ก่อนจะกดเสียงต่ำลง แล้วเอ่ยเบาๆ ว่า “ตัวเธอกับเขาต่างกันขนาดนี้ เธอไหวไหม?”
