อู๋เอ้อโกวย่อมเข้าใจว่าทุกคนมองเขาด้วยสายตาแบบนั้นหมายความว่าอย่างไร แต่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไร จึงเกาหัวแล้วพูดกับตำรวจหญิงว่า “เจ้าหน้าที่ครับ ถ้าผมบอกว่าความจำเสื่อม คุณจะเชื่อไหมครับ”
ตำรวจหญิงมองเขาอย่างกังขา สแกนบัตรประชาชนซ้ำอีกรอบ จากนั้นให้เขาหันหน้าเข้ากล้องเพื่อตรวจสอบยืนยัน จนแน่ใจว่าบัตรใบนั้นเป็นของเขาจริง
“คุณความจำเสื่อมจริง ๆ เหรอ บัตรประชาชนใบนี้คุณทำตอนอายุสิบแปด หลายปีมานี้คุณไม่เคยกลับมาเลยหรือ”
ตำรวจหญิงถามพลางค้นหาข้อมูลสมาชิกในครอบครัวของอู๋เอ้อโกวในคอมพิวเตอร์
“ความจำเสื่อมจริง ๆ ครับ ผมยังจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าออกจากบ้านไปตั้งแต่เมื่อไหร่”
“อ้อ แล้วคุณย้ายทะเบียนบ้านไปตงเจียงด้วยวิธีไหน นักศึกษาเหรอ หรือซื้อบ้าน”
“ผมแต่งงานอยู่ที่นั่นครับ อีกไม่นานก็จะมีลูก ต้องไปทำสูติบัตร”
“อ้อ แบบนั้นก็ไม่ถูกสิ ถ้าไม่มีหนังสือรับรองจากหมู่บ้านทางนี้กับทะเบียนบ้าน คุณก็ทำทะเบียนสมรสไม่ได้”
“ผมอยู่ที่นั่นมานานพอสมควรครับ ทางฝ่ายกิจการพลเรือนออกหนังสือรับรองให้ผมไปจดทะเบียนสมรสได้ ผมถึงได้กลับมาจัดการเอกสารให้ถูกต้องครับ”
“อย่างนี้ค่อยสมเหตุสมผลหน่อย คุณต้องจดทะเบียนสมรสก่อน แล้วค่อยย้ายทะเบียนบ้าน ในข้อมูลระบุว่าพ่อคุณชื่ออู๋ฉางฟู่ แม่ชื่อเฟิงซีเหมย์ พี่ชายชื่ออู๋จินโกว น้องชายชื่ออู๋ยินโกว นี่คือสมาชิกทั้งหมดในครอบครัวคุณ หมู่บ้านอู๋เจียคุณไปเองได้ใช่ไหม ออกจากที่นี่ไปทางตะวันตก ข้ามเนินเขาสองลูกก็ถึงแล้ว ถ้าไปไม่ถูกก็ถามคนแถวนั้นดูสักสองสามคน คนในเมืองรู้จักกันหมด”
ตำรวจหญิงมีน้ำใจมาก ถึงกับบอกทางกลับบ้านให้อู๋เอ้อโกว
