นี่เป็นวันที่ห้าที่เผยเยวี่ยเข้าทำงานในบริษัทเสิ่นแล้ว
ซูชิงเหยียนก็กลับมาแล้ว แถมยังกลับมาก่อนกำหนด เขาเล่าเรื่องงานของตัวเองให้เธอฟัง เธอแสดงความสงสัยว่าเขาเข้าไปทำงานในบริษัทเสิ่นได้อย่างไรกัน
คำพูดนั้นทำให้เผยเยวี่ยรู้สึกอึดอัดราวกับถูกล่วงเกินขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย แต่เขาก็ไม่มีอะไรจะแก้ต่าง ในใจเหลือเพียงความอ่อนแรงหนักอึ้ง
ความสงสัยของซูชิงเหยียนไม่ได้เกิดขึ้นโดยไร้เหตุผล
——
งานจิปาถะอย่างชงชาเสิร์ฟน้ำไม่ได้สบายอย่างที่คิด งานของเผยเยวี่ยในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว
เขาจ้องมองตัวเลขสีแดงสดในลิฟต์ที่เปลี่ยนไปเรื่อย ๆ อย่างเงียบงัน ความคิดล่องลอยไปไกลอย่างห้ามไม่อยู่ พลางครุ่นคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าถึงเจตนาที่เสิ่นเหยาเคยยื่นนามบัตรให้เขา
เป็นเพียงการชดเชยธรรมดา หรือว่า...เป็นการล่อลวงที่แฝงความหมายบางอย่างไว้?
เผยเยวี่ยหลับตาลงอย่างอ่อนล้า ความสับสนหนักอึ้งค่อย ๆ เอ่อท้นขึ้นมาในใจ
ทำไมตัวเองถึงตกต่ำมาถึงจุดนี้ได้นะ เขาอดถามตัวเองไม่ได้ว่าเหตุใดถึงค่อย ๆ มาถึงสภาพเช่นนี้ทีละก้าว
ต้องรู้ไว้ว่า ครั้งหนึ่งในรั้วมหาวิทยาลัย เขาเคยเป็นคนโดดเด่นที่ทุกคนจับตามอง ทั้งยังเด็ดขาดเฉียบคมในการลงมือทำ
เงาของตัวเองสะท้อนอยู่บนผิวกระจกเงาวาวของลิฟต์ คิ้วตายังคงหล่อเหลาโดดเด่น เผยเยวี่ยมองตัวเองในกระจก ความมั่นใจริบหรี่สายหนึ่งค่อย ๆ ผุดขึ้นจากก้นบึ้งหัวใจ ช่วยพัดพาความหดหู่ให้จางลงไปบ้าง
ไม่เป็นไร อย่างน้อยหน้าที่การงานของเขาก็กำลังดีขึ้นเรื่อย ๆ ไม่ใช่หรือ? ชีวิตของเขาเริ่มมีวี่แววที่ดีขึ้นทีละน้อยแล้ว
ส่วนความรักกับการแต่งงาน...พักไว้ก่อนแล้วกัน ทุกอย่างจบลงแล้ว
