“มะ...ไม่เป็นไรครับ ขอโทษนะครับ ผมไม่ได้ตั้งใจ...” เฉินโม่ถอยหลังไปอีกครึ่งก้าว พูดขอโทษเสิ่นเหยาอย่างตะกุกตะกัก เพราะการหลบสายตาระหว่างคุยกับคนอื่นก็ไม่ใช่เรื่องสุภาพนัก
“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันไม่ถือ”
เสิ่นเหยาไม่รอให้เขาหลบตา เธอก้าวเข้าไปหา ก้มตัวลงเล็กน้อย ปลายนิ้วเกี่ยวขาแว่นกรอบดำของเขา ก่อนจะถอดออกอย่างฉับไว
สิ่งกีดขวางหายไปในพริบตา
ใบหน้าที่ชวนตะลึงปรากฏขึ้นตรงหน้าเสิ่นเหยาอย่างไม่ทันตั้งตัว
เมื่อพ้นจากเลนส์ที่บดบัง แนวคิ้วคมชัด ดวงตาเรียวยาวกระจ่างใส ขนตาหนาเป็นแพ จมูกโด่งสันผิวขาวเย็น และกรามได้รูปสะอาดสะอ้าน ทุกส่วนล้วนงดงามอย่างยิ่ง
ใบหน้าที่เคยดูทึ่มทื่อและธรรมดาสามัญ บัดนี้กลับหล่อเหลาจนสะดุดตาเกินไป
แววตาเสิ่นเหยาฉายความตื่นตะลึงวูบหนึ่ง สายตาที่กวาดมองตรงไปตรงมาและไร้ความเกรงใจ ไม่ปิดบังความสนใจที่เธอมีต่อเขาเลยสักนิด
เพื่อนร่วมงานชายธรรมดาที่มักถูกมองข้ามมาตลอด กลับหล่อขนาดนี้ แถมร่างกายที่เธอเพิ่งสัมผัสก็แข็งแรงและร้อนผ่าวเหลือเกิน
ติ่งหูของเฉินโม่แดงก่ำจนแทบมีเลือดหยด ขนตายาวหลุบลงอย่างลนลาน เขากระสับกระส่ายจนไม่กล้ามองเสิ่นเหยา ความตื่นเต้นและเขินอายหลังถูกล่วงเกินฉายชัดเต็มใบหน้า
เสิ่นเหยาโน้มเข้าหาเขาต่อไป รุกไล้จนพื้นที่หายใจของเฉินโม่แคบลง
“เฉินโม่? ทำไมหน้าแดงขนาดนี้คะ ไม่สบายหรือเปล่า?”
เฉินโม่เงยหน้ามองเธอ ริมฝีปากขยับแต่กลับพูดไม่ออก เขาอยากบอกให้เสิ่นเหยาอยู่ห่างจากเขาหน่อย แต่ก็อายเกินกว่าจะเอ่ยปาก
กลิ่นหอมจากร่างเธอลอยอวลอยู่ในอากาศ แผ่นหลังเฉินโม่เกร็งตรง แม้แต่บางสิ่งในตัวเขาก็กำลังตื่นขึ้นอย่างช้า ๆ
