นับแต่วันนั้น ทุกครั้งที่ฟางอวี้เชียนผ่านร้านของเสิ่นเหยา เขาจะซื้อดอกพุดมาหนึ่งดอก แล้วนำกลับไปวางไว้ตรงหน้าโต๊ะหนังสือในสำนักศึกษา พออ่านหนังสือจนเหนื่อย ก็จะหยุดมองมันสักแวบ
กลิ่นดอกพุดค่อย ๆ ติดกายฟางอวี้เชียนไปทั่ว
เขาก้มดมกลิ่นที่สาบเสื้อกับปลายนิ้ว กลิ่นช่างคล้ายกับกลิ่นกายของนางเหลือเกิน แต่ก็อาจไม่เหมือนกันเสียทีเดียว เขาอยากรู้ว่ากลิ่นหอมของหญิงสาวเมื่อผสมกับกลิ่นดอกพุดแล้วจะเป็นอย่างไร
“คุณชายฟาง ดอกพุดของท่านเจ้าค่ะ”
เพื่อให้ทำงานสะดวก เสิ่นเหยาจึงพับแขนเสื้อขึ้น เผยให้เห็นข้อมือขาวผ่อง นางเป็นหญิงสาวรูปร่างค่อนข้างบอบบาง ข้อนิ้วที่นูนเด่นยิ่งขับให้ดูอ่อนแอ ผิวหลังมือเนียนละเอียดขาวบริสุทธิ์ไร้ตำหนิ
ฟางอวี้เชียนยื่นมือไปรับดอกไม้จากมือเสิ่นเหยา ปลายนิ้วของเขาคล้ายจะกวาดผ่านนิ้วของนางโดยไม่ตั้งใจ
มือของเสิ่นเหยาสั่นวูบ โชคดีที่ฟางอวี้เชียนกำก้านดอกไม้ไว้แน่นแล้ว มันจึงไม่ร่วงลงพื้น
ปฏิกิริยาแรกของเสิ่นเหยาคือหลุบตา แต่ในวินาทีถัดมา นางกลับรวบรวมความกล้าเงยหน้ามองฟางอวี้เชียน ใบหน้าเล็ก ๆ แดงระเรื่อทั้งเขินอาย ทั้งหยั่งเชิง และกล้าหาญ งดงามสดใสราวกับดอกท้อ
หัวใจของฟางอวี้เชียนพลันเต้นผิดจังหวะ รูปโฉมกับเรือนร่างเช่นนี้ช่างทำให้คนละสายตาไม่ได้ จนอยากครอบครองไว้เพียงผู้เดียว
เขาลอบวางแผนไว้ว่า หลังสอบคัดเลือกขุนนางฤดูใบไม้ร่วงในปีนี้เสร็จสิ้น จะให้หวูเหอเม่ยช่วยรับเสิ่นเหยาเข้ามาเป็นอนุ ถึงตอนนั้น...
ฟางอวี้เชียนมองเสิ่นเหยาอย่างลึกซึ้ง แววตาดำสนิทที่พลุ่งพล่านอยู่ในนั้นชวนให้แก้มร้อนผ่าวขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
