เสิ่นเหยาไม่พูดอะไร เพียงซุกหน้าอยู่ในอ้อมแขนของฟางอวี้เชียน กอดเขาไว้แน่น พลางส่ายหน้าไม่หยุด
ฟางอวี้เชียนรู้สึกถึงความผิดปกติ จึงประคองเสิ่นเหยาออกจากอ้อมแขน แล้วยกใบหน้าของเธอขึ้น ทว่ากลับเห็นน้ำตาอาบแก้ม ใบหน้าแดงก่ำจากการร้องไห้ ทั้งยังหลบเลี่ยงไม่ยอมสบตาเขา
เขาอดไม่ได้ที่จะลดเสียงลง ยื่นมือใช้นิ้วหัวแม่มือลูบแก้มเธอเบา ๆ แล้วเช็ดคราบน้ำตาให้ “ยังเสียใจกับเรื่องตอนกลางวันอยู่หรือ? ทำไมถึงร้องไห้หนักขนาดนี้?”
เสิ่นเหยาส่งเสียงฮึเบา ๆ ก่อนเบือนหน้าหนีมือเขา เอ่ยตำหนิอย่างลังเล “ฉันนึกว่าที่ผ่านมาทั้งหมดเป็นแค่ฉันคิดไปเอง ที่แท้คุณก็...”
ฟางอวี้เชียนมองเห็นความไม่มั่นใจและความหวาดกลัวในดวงตาของเธอ
เสิ่นเหยาก้มหน้า ฟางอวี้เชียนมองสีหน้าเธอไม่ชัด ได้ยินเพียงเสียงที่หม่นหมองของเธอเอ่ยต่อ “วันนี้ที่ภรรยาของคุณพูด ก็ไม่ได้กล่าวหาฉันผิดนักหรอก”
สิ้นเสียง เสิ่นเหยาก็หัวเราะเบา ๆ อย่างเยาะเย้ยตัวเอง ฟางอวี้เชียนรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบรัดในทันที
ยามค่ำคืนอากาศเย็นลงเล็กน้อย สายลมพัดแผ่วเบา ฟางอวี้เชียนจับมือทั้งสองข้างของเสิ่นเหยาที่ห้อยอยู่ข้างกาย ประคองไว้ในฝ่ามือราวกับกำลังทะนุถนอมสมบัติล้ำค่า แล้วแนบมือเธอกับอกตน
“เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับคุณเลย เป็นเพราะฉันประพฤติตัวไม่เหมาะสมเอง หากใครจะตำหนิ ก็ควรตำหนิฉัน ฟางอวี้เชียนคนนี้เป็นฝ่ายเนรคุณ ทอดทิ้งภรรยาที่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา”
