พอแม่ฟู่ได้ยินลูกสาวพูดแบบนั้น ก็ถลึงตาใส่ทันที “โตขนาดนี้แล้ว พูดจาให้มันดี ๆ หน่อยได้ไหม นั่นพี่สะใภ้แกนะ!”
หลังจากอบรมลูกสาวแล้ว พอหันกลับไปมองอีกครั้ง ใบหน้าของเธอก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม
ในเมื่อคู่สามีภรรยาหนุ่มสาวจูงมือกันลงมาได้ แสดงว่าคงพูดคุยคลี่คลายความเข้าใจผิดกันในห้องแล้ว
พูดกันรู้เรื่องก็ดีแล้ว พอเข้าใจกัน ครอบครัวก็จะได้อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขต่อไป
การลงชนบทครั้งนี้ อนาคตของครอบครัวฟู่ยังไม่แน่นอน แต่ลูกสะใภ้ก็ไม่รังเกียจที่จะตามไปด้วย แถมหลานชายก็กำลังจะเกิด ทุกคนในครอบครัวจึงเหมือนมีความหวังขึ้นมา
ฟู่ไห่ถังถูกแม่แท้ ๆ ถลึงตาใส่ จึงฮึดฮัดในลำคอ ผู้หญิงคนนี้มีท่าทีเหมือนพี่สะใภ้ตรงไหนกัน?
เธออ้าปากโดยไม่รู้ตัว แต่ยังไม่ทันได้เถียงกลับ ก็เห็นทั้งสองคนเดินมาถึงโต๊ะแล้ว
จึงได้แต่กลืนคำพูดลงคอไปอีกครั้ง
เจียงอวี๋ม่านเดินลงมาพร้อมรอยยิ้มหวาน ส่วนฟู่จิ่งเฉินแม้จะดูไม่ออกว่ากำลังคิดอะไร แต่บรรยากาศรอบตัวกลับอ่อนโยนลงไม่น้อย
ถึงขั้นช่วยเลื่อนเก้าอี้ให้เจียงอวี๋ม่านอย่างเอาใจใส่
แม่ฟู่กับฟู่หวั่งซานเห็นทุกอย่างอยู่ในสายตา
สองสามีภรรยาสูงวัยต่างปลื้มใจและยินดี
“ไห่ถัง ยังยืนเหม่ออะไรอยู่ รีบไปยกโจ๊กจากในครัวมาสิ” พอเห็นเจียงอวี๋ม่านนั่งลง แม่ฟู่ก็หันไปเรียกฟู่ไห่ถังทันที
จากนั้นก็หันมาพูดกับเจียงอวี๋ม่าน “ตอนพวกเธอขึ้นไป แม่กลัวโจ๊กจะเย็น เลยเอาไปอุ่นไว้ในครัว”
“ขอบคุณค่ะแม่” เจียงอวี๋ม่านมองทั้งสองคน พลางเอ่ยเสียงหวาน “รบกวนน้องเล็กแล้วนะคะ”
คำปฏิเสธที่ฟู่ไห่ถังเตรียมไว้พลันติดอยู่ในลำคอ เธอลุกขึ้นอย่างขุ่นเคืองแล้วเดินไปทางครัว
ฮึ ไม่รู้ว่าชาติก่อนทำเรื่องเลวร้ายอะไรไว้ ถึงได้มีพี่สะใภ้แบบนี้!
ถ้าไม่เห็นแก่ที่ผู้หญิงคนนี้พูดขอบคุณ เธอไม่มีทางไปยกโจ๊กมาให้หรอก!
แม่ฟู่ถึงค่อยถามอย่างระมัดระวัง “ม่านม่าน จิ่งเฉิน พวกเธอตกลงกันว่ายังไงบ้าง?”
แม้ฟู่หวั่งซานจะไม่ได้พูด แต่สายตาก็มองมาทางนี้อยู่ตลอด
ถึงความสัมพันธ์ระหว่างลูกชายกับลูกสะใภ้จะดูดีขึ้นมากแล้ว แต่ได้ยินจากปากทั้งคู่เองก็ทำให้พวกเขาสบายใจยิ่งกว่า
“พ่อกับแม่คะ ฉันคุยกับจิ่งเฉินเรียบร้อยแล้วค่ะ”
เจียงอวี๋ม่านเอ่ยอย่างจริงจัง “พวกเราจะลงชนบทไปด้วยกันค่ะ”
พูดจบ เธอก็กล่าวด้วยน้ำเสียงละอายใจ “ก่อนหน้านี้ฉันกลัวว่าตัวเองจะทำงานเกษตรไม่ไหว เลยเอาแต่ใจอย่างไม่มีเหตุผล ทำให้พ่อกับแม่ต้องเป็นห่วง”
“ตอนนี้ฉันคิดได้แล้ว ขอแค่พวกเราอยู่ด้วยกัน ก็ไม่มีอุปสรรคไหนผ่านไปไม่ได้ค่ะ”
ขณะพูด บนใบหน้าของเธอมีทั้งความรู้สึกผิดและความกระวนกระวายอย่างพอเหมาะ แม่ฟู่เห็นแล้วก็ปวดใจขึ้นมาทันที
“จะเป็นเธอเอาแต่ใจได้ยังไง เป็นฉันกับพ่อเธอต่างหากที่ทำให้พวกเธอลำบาก” เธอเช็ดน้ำตาพลางพูด “เด็กดี เธอพูดถูกแล้ว ขอแค่เราอยู่ด้วยกัน ไม่มีอุปสรรคไหนผ่านไปไม่ได้หรอก”
ฟู่หวั่งซานก็พูดให้คำมั่นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ลูกสาว ไม่ต้องกังวลนะ มีพวกพ่ออยู่ด้วย จะไม่ปล่อยให้ลูกต้องลำบากหรือทนทุกข์แน่นอน”
“ใช่ ๆ” แม่ฟู่รีบเสริมต่อเนื่องว่า
“มีทั้งจิ่งเฉิน แม่กับพ่อ แล้วยังมีน้องสาวอีก พวกเราตั้งหลายคน จะเลี้ยงดูเธอกับลูกไม่ได้เชียวหรือ?”
“ถึงจะอยู่สบายเหมือนตอนนี้ไม่ได้ แต่เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเป็นยังไง พอลงชนบทไปแล้วก็ยังอยู่แบบนั้นได้เหมือนเดิม”
เจียงอวี๋ม่านได้ยินแล้วก็เหงื่อตกอยู่พักใหญ่
เจ้าของร่างเดิมอยู่บ้านตระกูลฟู่ เรียกได้ว่ากินแล้วก็นอน นอนแล้วก็กิน ไม่ต้องทำอะไรเลย
ไม่คิดว่าคนทั้งบ้านจะเรียกร้องจากเธอน้อยขนาดนี้ แถมยังตามใจเสียเหลือเกิน
ถึงกับรับปากต่อหน้าเธอว่า ต่อให้ลงชนบทไปแล้ว ก็ยังให้เธอใช้ชีวิตเหมือนเดิมได้
แต่...คำพูดนี้ก็ตรงกับความคิดของเธอพอดี ถ้าต้องลงชนบทไปทำนาจริง ๆ เธอคงทนไม่ไหวแน่
มีสามีและครอบครัวสามีดี ๆ แบบนี้ เธอก็ใช้ชีวิตสุขสบายไปเถอะ
“แม่ ทำไมล่ะคะ?!”
ฟู่ไห่ถังที่เพิ่งยกโจ๊กมาจากในครัวได้ยินคำพูดนี้เข้า พาลโกรธจนแทบระเบิดออกมา
“บ้านไหนเขาแต่งลูกสะใภ้เข้ามาแล้วเลี้ยงดูอย่างกับบรรพบุรุษเหมือนบ้านเราบ้างคะ?”
เมื่อก่อนยังพอว่า ที่บ้านมีคนรับใช้
แต่ตอนนี้กำลังจะลงชนบทกันอยู่แล้ว พ่อกับแม่ยังตามใจผู้หญิงร้ายกาจคนนี้อีก!
“หุบปาก!”
ฟู่หวั่งซานหน้าขรึมลง “พี่สะใภ้แกไม่รังเกียจครอบครัวเรา แถมยังยอมลงชนบทไปลำบากด้วยกัน แกยังจะถามว่าทำไมอีกเหรอ!”
ฟู่ไห่ถังไม่ยอมแพ้ “ถึงอย่างนั้นก็ไม่ควรปล่อยให้ไม่ต้องทำอะไรเลยนี่คะ”
เธอต้องตามไปลำบากก็จริง แต่ตั้งแต่เกิดมา ตัวเองก็เป็นลูกสาวของท่านผู้การมาตลอด
เธอยังไม่เห็นพูดเลยว่าจะไม่ทำอะไร แล้วทำไมพี่สะใภ้ถึงจะลงชนบทไปเป็นคุณนายอยู่บ้านได้ล่ะ
ฟู่หวั่งซานวางชามกับตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง แล้วดุว่า “แกยังจะให้พี่สะใภ้ทำอะไรอีก?”
“แกอยากให้เธอมาคอยรับใช้แก งั้นอยากให้ฉันกับแม่แกคอยรับใช้แกทุกวันด้วยไหม?”
เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นในบ้าน ลูกสะใภ้ก็ยังไม่ทอดทิ้งพวกเขา บุญคุณเช่นนี้ทุกคนในครอบครัวต้องจดจำไว้!
ลูกสาวของเขาลำบากมามาก พวกเขาต้องมีน้ำใจและรู้จักตอบแทน
ฟู่ไห่ถังมองสีหน้าบึ้งตึงของพ่อ เม้มริมฝีปากแล้วไม่กล้าเถียง
ในบ้าน คนที่เธอกลัวที่สุดก็คือฟู่หวั่งซาน
เธอจึงได้แต่มองไปทางฟู่จิ่งเฉิน หวังว่าพี่ชายจะช่วยพูดความเป็นธรรมให้สักสองคำ
ใครจะรู้ว่าพอมองไป กลับเห็นพี่ชายกำลังยกจานกับข้าวไปวางตรงหน้าเจียงอวี๋ม่าน
เขาเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “อยากได้อย่างอื่นอีกไหม?” ช่างเอาใจใส่เสียจริง
“ไม่ต้องแล้วค่ะ” เจียงอวี๋ม่านส่ายหน้า แถมยังกังวลจนเหลือบมองเธอแวบหนึ่ง
ฟู่ไห่ถังเห็นภาพนี้แล้วรู้สึกเหมือนโลกหมุนคว้าง
ผู้หญิงคนนี้เป็นจิ้งจอกจริง ๆ ไม่ใช่แค่หลอกพ่อกับแม่จนหัวหมุน ขึ้นไปข้างบนแค่รอบเดียว แม้แต่พี่ชายก็ยังถูกเธอปั่นหัวได้!
ฟู่ไห่ถังที่รู้สึกว่าตัวเองไร้พวกพ้อง ได้แต่จิ้มข้าวในชามอย่างขุ่นแค้น
คอยดูเถอะ สักวันหางจิ้งจอกของเธอต้องโผล่ออกมาแน่
เธอจะคอยระวังให้ดี ไม่เชื่อหรอกว่าเจียงอวี๋ม่านจะกลับตัวได้เร็วขนาดนี้จริง ๆ!
เจียงอวี๋ม่านเห็นการกระทำของฟู่ไห่ถังทั้งหมด
แต่เธอไม่ได้กังวลเลย
ในเนื้อเรื่องเดิม ฟู่ไห่ถังเป็นคนปากแข็งใจอ่อน เพราะมีพี่สะใภ้ร้ายกาจอย่างเจ้าของร่างเดิม เธอจึงเป็นปฏิปักษ์กับนางเอกอยู่นาน
เห็นได้ชัดว่าเจ้าของร่างเดิมทิ้งปมฝังใจไว้กับเธอมากแค่ไหน
จะให้เปลี่ยนใจได้ในวันสองวันก็ยากจริง ๆ
แต่เธอไม่ได้เป็นคนใจร้าย ตรงกันข้ามยังเป็นคนดีมากด้วยซ้ำ
ขอแค่อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน พอได้ทำความรู้จักกัน ความเข้าใจผิดก็ต้องคลี่คลายเข้าสักวัน
คิดถึงตรงนี้ เจียงอวี๋ม่านก็นึกขึ้นได้อีกเรื่องหนึ่ง ดูเหมือนว่าพอลงชนบทไปแล้ว พวกเขาจะได้พบกับนางเอกในนิยาย
แต่คราวนี้มีเธออยู่ด้วย เหมือนจะไม่มีอะไรเกี่ยวกับนางเอกแล้ว...
“จริงสิ ม่านม่าน”
แม่ฟู่เหมือนเพิ่งนึกอะไรขึ้นได้ จึงถามว่า
“เรื่องที่เธอจะลงชนบทไปด้วย ควรบอกพ่อกับแม่ของเธอสักหน่อยไหม?”
พ่อกับแม่?
เจียงอวี๋ม่านชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกได้ว่าแม่ฟู่หมายถึงพ่อแม่ทางบ้านเดิมของเจ้าของร่าง
คนหนึ่งเป็นหัวหน้าโรงงานทอผ้า อีกคนเป็นคนงานหญิงในโรงงานทอผ้า ทั้งคู่มีงานที่ดีมากในยุคนั้น
น่าเสียดายที่คนหนึ่งเป็นพ่อเฮงซวย ส่วนอีกคนเป็นแม่เลี้ยง
โดยเฉพาะแม่เลี้ยงคนนั้น ปากพูดจาเหมือนคนใจบุญ แต่จิตใจชั่วร้าย ต่อหน้าเจ้าของร่างเดิมก็เสแสร้งเป็นแม่ผู้เมตตา ทว่าความจริงกลับคิดถึงแต่ลูกสาวแท้ ๆ ของตัวเอง
ตั้งแต่เจ้าของร่างเดิมแต่งงานกับฟู่จิ่งเฉิน เธอก็หลอกเอาเงินกับเครื่องประดับไปไม่น้อย
ถ้าแม่ฟู่ไม่ถามขึ้นมา จนเธอเกือบลืมเรื่องนี้ไปแล้ว!
“ต้องบอกสิคะ แน่นอนอยู่แล้ว”
คิดได้ดังนั้น เจียงอวี๋ม่านก็เผยรอยยิ้มอ่อนโยน “ฉันจะกลับบ้านไปบอกพวกเขาด้วยตัวเองค่ะ”
จะได้เอาข้าวของของตัวเองกลับมาด้วย
