“ภายในครึ่งเดือน ทำให้วิถีอัคคีวิญญาณของศิษย์พี่ใหญ่จีฝูเหยาก้าวสู่ขั้นกึ่งสมบูรณ์!”
ลู่เสวียนนิ่งงันไปชั่วขณะ ก็ได้ปล่อยภารกิจฝึกฝนของจีฝูเหยาออกมาอีกครั้งในที่สุด
มิฉะนั้นเขาไม่มีสิ่งดี ๆ มอบให้จีฝูเหยาจริง ๆ
ช่วงนี้ มอบสมบัติล้ำค่าให้เย่เฉินมากเกินไปแล้ว จีฝูเหยาผู้เป็นศิษย์พี่ใหญ่กลับตกเป็นรองเสียแล้ว
เขาในฐานะอาจารย์ จะลำเอียงไม่ได้เป็นอันขาด!
คิดได้ดังนั้น
ลู่เสวียนจึงเรียกจีฝูเหยาไว้ “ฝูเหยา ช่วงนี้มีมั่นใจหรือไม่ว่าวิถีอัคคีวิญญาณจะก้าวสู่ขั้นกึ่งสมบูรณ์?”
ร่างอรชรของจีฝูเหยาสั่นสะท้าน
นึกไม่ถึงว่าอาจารย์จะมอบหมายภารกิจให้นาง!
นี่เห็นว่าพรสวรรค์ด้านอัคคีวิญญาณของนางพัฒนาช้าเกินไปหรือ?
ต้องรู้ว่าไม่กี่วันนี้ ศิษย์น้องเย่เฉินปรุงโอสถไม่หยุดหย่อน พรสวรรค์ด้านอัคคีวิญญาณก็ยกระดับขึ้นไม่น้อย คาดว่าในงานชุมนุมแลกเปลี่ยนปรุงโอสถอีกสามเดือน จะต้องก้าวสู่ขั้นสมบูรณ์เป็นแน่
นางรู้สึกถึงแรงกดดันบ้างแล้ว!
คิดพลาง จีฝูเหยาพยักหน้า “อาจารย์ ข้าจะพยายาม! อีกไม่กี่วัน ข้าจะเข้าสู่วิหารลับหุบอัคคีเพื่อฝึกฝน!”
ลู่เสวียนพยักหน้า
ช่วงเวลาต่อจากนี้
ลู่เสวียนใช้ชีวิตนอนเอกเขนกต่อไป
ยามว่างท่องกวีวาดภาพ อ่านหนังสือนิทานฆ่าเวลา ใช้ชีวิตอย่างผาสุกยิ่ง
ทุกวัน เสียงไพเราะของระบบไม่เคยหยุด
“ติ๊ง! ศิษย์พี่ใหญ่ของเจ้าบ้านจีฝูเหยาได้รับญาณวิถีอัคคีวิญญาณ! เริ่มถ่ายทอด!”
“ติ๊ง! ศิษย์คนที่สองของเจ้าบ้าน พรสวรรค์ปรุงโอสถกำลังยกระดับ! เริ่มถ่ายทอด!”
“ติ๊ง! ……”
สุขใจ
นอนอยู่ก็ยกระดับขั้นและญาณวิถีได้
ช่างเป็นระบบที่พรั่งพร้อมด้วยเมตตา
ช่วงนี้ เจ้าสำนักและคนอื่น ๆ รู้สึกแปลกใจอยู่บ้าง
ยอดเขาเขียวครามเงียบสงัดเกินไปหน่อย
เย่เฉินทั้งวันนอกจากกินข้าว ก็เก็บตัวอยู่ในถ้ำฝึกฝน จีฝูเหยาออกเดินทางเข้าฝึกฝนในวิหารลับหุบอัคคีชั้นสองแล้ว
ส่วนลู่เสวียน พวกเขาไม่รู้จะพูดอะไร ก็ยังคงเป็นเหมือนเดิม
เจ้าสำนักกล่าวกับท่านมู่ว่า “อาจารย์อย่างลู่เสวียนนี่ สบายเกินไปแล้ว ไม่ต้องสนใจอะไรเลย ศิษย์ทั้งสองรู้ตัวว่าตนเองควรทำอะไร”
