เฉินฉางเซิงชี้ไปยังเก้าอี้ไม้ด้านนอกกระต๊อบ
เย่เฉินยิ้มพลางกล่าวว่า “ศิษย์น้องสาม นั่นเป็นของอาจารย์ หากข้าเห็นเจ้านอนเอกเขนกอยู่บนนั้นแทนที่จะฝึกฝน ข้าจะทุบตีเจ้านะ”
เฉินฉางเซิง “……”
ไม่นานนัก
ภายใต้การต้อนรับอันกระตือรือร้นของจีฝูเหยากับเย่เฉิน เฉินฉางเซิงก็ก้าวเข้าไปในกระต๊อบอย่าง “ถูกบังคับให้ลงมือทำงาน”
ส่วนลู่เสวียนนอนเอกเขนกอยู่บนเก้าอี้นอนด้านนอกกระต๊อบ ทอดสายตามองหมู่เมฆบนขอบฟ้าที่เคลื่อนคล้อยแปรเปลี่ยนไปอย่างอิสระ จิตใจสงบนิ่งผ่อนคลาย
เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ก่อนหน้า ณ ระฆังต้าเต้า เขาก็อดประหลาดใจไม่ได้
เจ้าสามนี่ถึงกับหยั่งรู้ตำแหน่งของระฆังต้าเต้าได้ อีกทั้งหลังจากทำให้ระฆังต้าเต้าตื่นขึ้น ยังสามารถปลอบประโลมมันได้อีก
มีฝีมืออยู่ไม่น้อยจริง ๆ
ภายในกระต๊อบ
จีฝูเหยาหยิบป้ายหยกแผ่นหนึ่งออกมา มอบให้เฉินฉางเซิง ก่อนกล่าวอย่างจริงจังว่า “นี่คือป้ายหยกที่อาจารย์เรียบเรียงตำรับอาหารไว้อย่างพิถีพิถัน มีรายการอาหารนานาชนิดอยู่ในนี้”
เฉินฉางเซิงรับมา พลางขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขารู้สึกว่าศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองกระตือรือร้นเกินเหตุไปหน่อย ในเรื่องถ่ายทอดประสบการณ์ทำอาหารให้เขา
เฉินฉางเซิงแผ่กระแสจิตเข้าไป ทันใดนั้นก็เห็นรายการอาหารในป้ายหยกที่มีมากมายดุจมหาสมุทรหมอกควัน
ตั้งแต่การนึ่ง การปรุงรสเปรี้ยวหวาน การทอด ไปจนถึงการผัดไฟแรง…มีครบครันทุกอย่าง
จีฝูเหยากล่าวเสียงนุ่มนวล “ฉางเซิง อย่าคิดว่าการทำอาหารเป็นการเสียเวลาฝึกฝนเลย ความจริงแล้วการทำอาหารก็เป็นการฝึกฝนอย่างหนึ่ง การบำเพ็ญก็เหมือนการปรุงปลาเล็ก มีเคล็ดลับอยู่มากมาย”
เฉินฉางเซิงรู้สึกเลา ๆ ว่ามีบางอย่างไม่ถูกต้อง แต่กลับนึกไม่ออกว่าเป็นตรงไหน
จีฝูเหยากล่าวว่า “การทำอาหารเกี่ยวข้องกับวิถีอัคคีวิญญาณ การหลอมรวมกายกับเต๋า วิถีแห่งความสมดุล…มีมากมายเหลือเกิน”
เฉินฉางเซิงขานรับ “อ้อ” แล้วมองไปยังเก้าอี้นอนนอกหน้าต่าง
เขาเองก็อยากนอนเอกเขนกเหมือนอาจารย์
ให้ศิษย์พี่ใหญ่กับศิษย์พี่รองเป็นคนทำอาหารไป
อย่างไรเสีย ตอนนี้เขาก็กำลังฝึกฝนคัมภีร์อู๋เหวย ยิ่งไร้การกระทำ ความเร็วในการฝึกฝนก็ยิ่งเพิ่มขึ้น
