อัลฟาเฝ้าดูแลอยู่ที่โรงพยาบาลหลายวัน พอกลับถึงบ้านพร้อมมนุษย์น้อยถึงได้รู้ตัวว่าพัสดุที่สั่งไว้ก่อนหน้านี้เกือบกองเป็นภูเขาหน้าประตูแล้ว
สิ่งแรกที่ต้องประกอบก็คือรังเล็กของมนุษย์น้อย
ก้อนสีชมพูฟูนุ่ม ตรงกลางยุบลงไปปูผ้าห่มได้ แถมยังใส่หมอนนุ่มๆ ลงไปอีก
อัลฟาลองกดดูความนุ่มแล้วชี้ไปที่ตำแหน่งรังเล็กให้มนุษย์น้อยที่นั่งอยู่ข้างๆ “ของนาย”
มนุษย์น้อยเดินไปที่รัง แล้วก็เหมือนทำตามโปรแกรมที่ตั้งไว้ ทิ้งตัวลงนอน จากนั้นก็หันหน้าซุกเข้าไปในรังอย่างหงุดหงิด
ท่าทางนี้ทำให้อัลฟาเริ่มกังวล
“ไม่ชอบเหรอ”
มนุษย์น้อยไม่สนใจเขา
อัลฟานึกอะไรขึ้นได้เลยแกะขนมที่มนุษย์ชอบกินออกมา
“คุกกี้เอามั้ย”
มนุษย์น้อยยังไม่ตอบสนอง
อัลฟา “นี่ก็มีเนื้อแผ่น ขอดูหน่อย เป็นเนื้อวัว... ดูแข็งไปหน่อย นายอาจเคี้ยวไม่ไหว”
เขาคุ้ยอยู่นาน ในที่สุดก็เจอขวดลูกอมนุ่มระเบิดผลไม้ที่เคลมว่ามนุษย์เก้าสิบเก้าเปอร์เซ็นต์ชอบ
น่าเสียดายที่มนุษย์น้อยของเขาดันเป็นหนึ่งเปอร์เซ็นต์นั้น ไม่แม้แต่จะเหลือบมองเขา
อัลฟาเริ่มผิดหวัง ก่นด่าเบาๆ สองสามคำ
“พ่อค้าหน้าเลือด โฆษณาหลอกลวง”
อัลฟาก้มมองลูกอมเม็ดนั้นอีกครั้ง หันไป ก็สังเกตว่ามนุษย์น้อยแอบชำเลืองมองเขา
การคาดเดาบางอย่างผุดขึ้นในใจเงียบๆ
อัลฟาขยับเข้าไป ส่งลูกอมให้ถึงปากมนุษย์น้อย ใกล้มากๆ
ในที่สุด มนุษย์น้อยก็หันหน้ามา งับลูกอมเข้าปากแล้วเริ่มเคี้ยวตุ้ยๆ
ทันใดนั้น ความพึงพอใจมหาศาลก็ท่วมท้นอัลฟา
อัลฟาไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งตัวเองจะดูสิ่งมีชีวิตกินอาหารแล้วเคลิ้มได้ขนาดนี้
มนุษย์น้อยของเขากำลังกิน
เขากินอาหารที่ฉันให้ กินอาหารได้ก็แปลว่ามีชีวิตอยู่ต่อไป
ความรู้สึกสำเร็จที่เกิดจากความคิดนี้ ใหญ่ยิ่งกว่าตอนที่เขากำจัดผู้ถือหุ้นเก่าๆ และยึดบริษัทเสียอีก...
อัลฟาจึงยกกล่องขนมมาทั้งกล่อง เริ่มลองทีละอย่างว่ามนุษย์น้อยชอบอะไร อะไรที่เคี้ยวได้
ตอนแรกมนุษย์น้อยก็ให้ความร่วมมือ หลังๆ มาดูเหมือนจะรำคาญมาก จึงเอ่ยกับอัลฟาสองสามพยางค์ แต่น่าเสียดายที่อัลฟาฟังไม่เข้าใจ มนุษย์น้อยจึงแสดงสีหน้าผิดหวัง
อัลฟาก็พลอยผิดหวังไปด้วย ขณะเดียวกันก็ยังงงๆ
ถึงแม้มนุษย์ที่ถูกฝึกเลี้ยงส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจภาษามนุษย์ที่เป็นระบบ แวมไพร์เองก็ไม่ได้ศึกษาด้านนี้มากนัก แต่เขามีสัญชาตญาณว่า มนุษย์น้อยของเขาอาจจะฉลาดมาก ใช้ภาษาแสดงความคิดของตัวเองได้
ถ้าเป็นแบบนั้นจริงๆ เขายินดีเรียนภาษามนุษย์เพื่อมนุษย์น้อย
อัลฟาจึงลองทวนเสียงพยางค์ที่มนุษย์น้อยพูด
ตาของมนุษย์น้อยเป็นประกายขึ้นมาทันที แต่ไม่นานก็รู้ว่าอัลฟาแค่เลียนแบบ จึงเปลี่ยนกลับเป็นแววผิดหวัง
อัลฟาปลอบ “ไม่เป็นไร ฉันจะไปเรียน”
เขาวางรังเล็กของมนุษย์น้อยไว้ที่มุมห้องนั่งเล่น แล้วตั้งตู้เสื้อผ้าเล็กไว้ข้างๆ บนตู้มีที่ให้น้ำกับที่ให้อาหาร
ในตู้มีเสื้อแบบสวมหัวง่ายๆ หลายตัว ความยาวประมาณแค่หัวเข่า
อาจเป็นเพราะประสบการณ์ฉุกเฉินที่โรงพยาบาลครั้งนี้กลับกลายเป็นว่าบังเอิญรักษาจุดที่ร่างกายมนุษย์น้อยไม่สบายได้ พอกลับมาแล้ว เขาก็เลยแสดงออกอย่างสงบตลอด
แม้กระทั่งตอนเปลี่ยนเสื้อผ้า มนุษย์น้อยก็ให้ความร่วมมือดีมาก ชูแขนสูงๆ ให้อัลฟาถอดชุดคนป่วยออกแล้วสวมเสื้อผ้าฝ้ายอุ่นๆ ได้ง่าย
บนเสื้อยังมีสัญลักษณ์ค้างคาวน่ารักพิมพ์อยู่
จากนั้นอัลฟาก็แกะที่ให้น้ำและแก้วน้ำสำหรับมนุษย์โดยเฉพาะ สอนมนุษย์น้อยใช้
“ดูนะ ตรงนี้ กดปุ๊บน้ำก็ออก เอาแก้วเล็กนี่รองก็กินได้”
มนุษย์น้อยกำแก้วใสใบเล็กขนาดไม่ถึงห้าเซนติเมตรไว้ในมือ แล้วก็ตักน้ำกินเองอย่างคล่องแคล่ว
อัลฟาลูบหัวมนุษย์น้อยอย่างดีใจ “ฉลาดมาก”
แต่พอมาถึงที่ให้อาหารก็มีปัญหาหน่อย
ที่ผู้เลี้ยงคนก่อน มนุษย์น้อยพึ่งอาหารทางสายน้ำเกลือ แถมฟันก็ไม่ค่อยดี ดังนั้นอาหารหลักสำหรับสัตว์เลี้ยงที่ซื้อมาน่าจะยังกินไม่ได้
อัลฟาจึงตัดสินใจเข้าครัวเอง เรียกคนวิ่งไปซื้อวัตถุดิบอาหารมนุษย์มา
ความจริงแล้วเขาไม่ค่อยสนใจเรื่องการทำอาหารนัก เพราะแวมไพร์แค่พลาสมาก็อยู่ได้ อย่างมากก็แค่อุ่นให้ร้อน อาหารอื่นๆ ก็แค่ของแปลก รสชาติดีกว่ากระดาษนิดหน่อย
แต่มนุษย์ไม่ใช่
มนุษย์ต้องกินอาหารหลายอย่าง เนื้อสัตว์ นม ไข่ แล้วก็ผักผลไม้ วิตามิน อาหารหลักโดยทั่วไปคือขนมปังหรือข้าว
อัลฟามองความรู้มนุษย์ที่ค้นได้ในแท็บเล็ต แล้วไปดูพวกที่เรียกตัวเองว่าบล็อกเกอร์ด้านอาหารทำสเต็กเลือดหยดที่เกือบดิบ แถมสไลด์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนเจอช่องอาหารมนุษย์ของบล็อกเกอร์ด้านสัตว์เลี้ยง
หม้อดินเผาเล็กบนเตา น้ำเดือดปุดๆ กลิ้งใส่ไข่ที่ตีไว้ กับเม็ดผักเขียวๆ
พอเกือบเสร็จ อัลฟาตั้งใจจะยกขอบหม้อโดยตรง แต่ก็โดนลวกจนร้องลั่น
มนุษย์น้อยที่นั่งในห้องนั่งเล่นสะดุ้ง เงยหน้ามองมาทางครัว
“ฉันไม่เป็นไร” อัลฟาพูดจบ ก็อดหัวเราะตัวเองไม่ได้ เขาดันคิดว่ามนุษย์น้อยเป็นห่วงเขา
เขาหาถ้วย ตักซุปใส่ไปนิดหน่อย
“กินซะ”
มนุษย์น้อยถือถ้วย จิบอย่างไม่แน่ใจ แล้วก็ดันถ้วยกลับมา
สำหรับคนที่ลงมือทำอาหารเอง นี่ไม่ต่างอะไรจากการโจมตีที่หนักหน่วงที่สุด
อัลฟาถึงกับงง “ไม่ผิดนี่นา ฉันทำตามทีละขั้นเป๊ะเลย แม้กระทั่งอุณหภูมิน้ำยังเป๊ะ ไม่ชอบได้ไงกัน นี่มันการปรุงขั้นพื้นฐานสุดแล้วนะ...”
อาจเป็นเพราะเห็นท่าทางน่าสงสารของเขาเกินไป มนุษย์น้อยเลยสงสารขึ้นมาบ้าง สุดท้ายก็เอ่ยกับอัลฟาอีกหนึ่งพยางค์
อัลฟาทวนซ้ำ
มนุษย์น้อยพยักหน้า แล้วออกเสียงพยางค์เดียวนั่นอีกครั้ง
อัลฟาจึงเริ่มค้นหา
เขานั่งเก้าอี้ข้างรังเล็กของมนุษย์น้อย พลิกแท็บเล็ต มนุษย์น้อยก็ชะโงกหน้ามาดูด้วย
อัลฟาชะงัก เพราะรู้ตัวว่ามนุษย์น้อยกำลังเข้าหาเขาอย่างตั้งใจ
เขาเริ่มระมัดระวังตัวขึ้นเป็นร้อยเท่า กลัวว่ามนุษย์น้อยจะตกใจแล้ววิ่งหนีไป
มนุษย์น้อยตัวสะอาดสะอ้าน นอกจากกลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อโรงพยาบาลจางๆ ก็มีกลิ่นเลือดหวานเจี๊ยบ ผสมปนกับกลิ่นสบู่อาบน้ำที่เขาใช้ประจำ
อัลฟาเข้าใจแล้วว่าทำไมแวมไพร์บางตนชอบเลี้ยงมนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยง
แค่ได้ดมกลิ่น อารมณ์ทั้งวันก็จะดีขึ้นมากเลยสินะ...
ในที่สุด ภายใต้การจับตาดูของมนุษย์น้อย อัลฟาก็หาเครื่องแปลภาษามนุษย์เฉพาะกลุ่มเล็กๆ ได้ และทวนพยางค์ที่มนุษย์น้อยเพิ่งพูดซ้ำๆ มองหาความเป็นไปได้และไอคอนในกรอบผลลัพธ์
ถึงแม้เครื่องแปลนี้จะห่วยมาก แต่ดีที่มนุษย์น้อยกับเขาต่างก็อดทน สุดท้ายก็หาผลลัพธ์เจอในหนึ่งชั่วโมง
“เกลือ?”
มนุษย์น้อยเห็นไอคอนที่ปรากฏบนแท็บเล็ต ก็รีบพยักหน้า
อัลฟาค้นหาอย่างบ้าคลั่งอีกรอบ ถึงได้รู้ว่า มนุษย์ต้องมีเครื่องปรุงเวลา กินข้าว ไม่งั้นพวกเขาจะรู้สึกว่าอาหารไม่มีรสชาติ
ทันใดนั้นเขาก็นึกอะไรขึ้นได้ มองไปที่ช่องอาหารสัตว์เลี้ยงในทีวี มนุษย์ตัวนั้นกำลังกินอาหารที่ไร้รสชาติด้วยสีหน้ามีความสุข
อัลฟาขมวดคิ้ว ยกเลิกติดตามช่องนั้น
เขาหันมายิ้มให้มนุษย์น้อย “โทษที ฉันผิดเอง ฉันจะทำให้ใหม่เดี๋ยวนี้”
มนุษย์น้อยมองเขาอย่างงุนงง
อัลฟาก็ยังอดใจไม่ไหว ยื่นมือไปขยี้หัวมนุษย์น้อย แล้วเลือกที่จะลืมความรู้ที่เพิ่งหามาได้ที่ว่าฟันไม่ดีไม่ควรกินน้ำตาลมาก แล้วก็ป้อนลูกอมผลไม้นิ่มให้อีกลูก