สือเซี่ยกับอีกสองคนหันไปมอง ก็เห็นแม่เฒ่าจ้องชิวยู่ฉินด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว
“ทำไมถึงเข้าข้างคนนอกแบบนี้ แยกแยะอะไรไม่เป็นเลยหรือไง!” แม่เฒ่าชี้หน้าชิวยู่ฉินแล้วด่าทออย่างเดือดดาล
สายตาของนางเลื่อนผ่านชิวยู่ฉินไปหยุดอยู่ที่สือเซี่ยบนเตียงคนไข้ ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแข็งกระด้างว่า “รู้สึกเป็นยังไงบ้าง” นับเป็นครั้งแรกที่นางแสดงความห่วงใย
สือเซี่ยหัวเราะเย็นชา
เธอไม่มีทางไร้เดียงสาคิดว่าแม่เฒ่ากลายเป็นคนใจดีขึ้นมาแน่ ต้องมาเพื่อขอความเห็นใจให้หยันหมิงชัวร์
เป็นอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด
วินาทีถัดมา แม่เฒ่าหยิบกระดาษแผ่นหนึ่งกับตลับหมึกพิมพ์นิ้วออกมาจากกระเป๋า แล้วพูดกับสือเซี่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเป็นครั้งแรก “กระดาษแผ่นนี้คือหนังสือยกโทษ เข้ามาอยู่ในตระกูลเยียนแล้วก็ถือเป็นครอบครัวเดียวกัน ครอบครัวเดียวกันไม่ต้องพูดจาแบ่งแยกกัน เซ็นชื่อเถอะ ต่อไปจะได้อยู่ด้วยกันดี ๆ”
เมื่อได้ฟังคำพูดที่แม่เฒ่าพูดราวกับเป็นเรื่องสมเหตุสมผล สือเซี่ยก็เกือบจะคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดเสียแล้ว
สือเซี่ยยังไม่ทันได้พูด ชิวยู่ฉินก็ชิงเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชา “แม่ ตามใจลูกมากเกินไปก็เท่ากับทำร้ายลูก ตอนนี้หยันหมิงทำผิด ก็ต้องรับโทษตามที่ควรจะได้รับ นี่เป็นเรื่องที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม ฉันจะไม่ให้เซี่ยเซี่ยเซ็นหนังสือยกโทษฉบับนี้ แม่เอากลับไปเถอะ”
แม่เฒ่ากลับร้อนใจขึ้นมาก่อน ตะโกนเสียงดังจนมีน้ำลายกระเด็น “อะไรที่เรียกว่าถูกต้องตามทำนองคลองธรรม นี่เป็นคำพูดที่ผู้ใหญ่พูดได้หรือไง ไม่กลัวฟ้าลงโทษบ้างหรือ! หยันหมิงเป็นเด็กดีขนาดไหน ตั้งแต่เล็กก็โตมากับฉัน ญาติพี่น้องกับเพื่อนฝูงต่างก็พูดว่าเด็กคนนี้โตไปต้องได้ดี! จะปล่อยให้ถูกขังเข้าไปแบบนี้ได้ยังไง แล้วต่อไปจะสอบเข้ามหาวิทยาลัยยังไง จะหางานทำยังไง จะมีเมียได้ยังไง!”
