เขาอนุมัติเร็วขนาดนี้เลยหรือ?
เวินรั่วทั้งตกใจและเจ็บปวดใจ ดูท่าเขาคงอยากให้เธอไปตั้งนานแล้ว
“ใครอนุญาตให้เธอกลับมา?” จู่ ๆ กู้จินเหยียนที่อยู่ตรงหน้าก็เอ่ยขึ้น
น้ำเสียงเฉยเมย ถ้อยคำเย็นชา ไม่ต่างจากที่เคยคุยโทรศัพท์กันเลยสักนิด
นี่คือกู้จินเหยียนที่เธอคุ้นเคย
“ฉันบอกคุณทางโทรศัพท์เมื่อวานนี้แล้ว” เวินรั่วพยายามไม่มองตาเขา เลี่ยงไม่ให้ความเย็นชาเฉียบคมนั้นทิ่มแทงเธอ
“ฉันอนุญาตหรือ?”
“ฉันบอกแล้วว่าแม่ฉันป่วย”
“แล้วยังไง?” กู้จินเหยียนมองเธออย่างเย็นชา “บริษัทต้องมารับผิดชอบอารมณ์ส่วนตัวของเธองั้นหรือ?”
สายตาที่เขามองเธอเป็นแบบนี้มาตลอด ไร้ระลอก ไร้อารมณ์ เป็นการเมินเฉยอย่างสิ้นเชิง “เธอไปรับโทษที่บริษัทเองซะ”
รับโทษ?
จริง ๆ แล้วเวินรั่วอยากบอกว่าไม่จำเป็นเลย เพราะเธอยื่นลาออกไปแล้ว เขาจะทำอะไรเธอได้อีก? แต่ถ้าพูดออกไป คงต้องมีปากเสียงกันยืดเยื้อ และตอนนี้เธอยังมีเรื่องสำคัญกว่านั้นต้องทำ
“เรื่องรับโทษฉันจะไปคุยกับฝ่ายบุคคลให้ชัดเจน แต่วันนี้ฉันมาที่นี่เพราะมีเรื่องอื่น”
“มีอะไรก็คุยกับแม่บ้าน” กู้จินเหยียนชัดเจนว่าไม่อยากสนทนากับเธอต่อ มองนาฬิกาเตรียมจะไป
เห็นเขากำลังจะไป เวินรั่วก็ไม่อ้อมค้อมอีก “ตอนนี้ฉันต้องการเงิน”
ได้ยินเช่นนั้น กู้จินเหยียนชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะขมวดคิ้ว “เท่าไหร่?”
ที่เขาถามแบบนี้ เวินรั่วก็คิดว่ายังมีหวัง หัวใจที่คอยท้อถอยมาตลอดเหมือนมีที่ให้หยุดพักในที่สุด น้ำเสียงก็ผ่อนคลายลงโดยไม่รู้ตัว “หนึ่งล้านเจ็ดแสน”
จากนั้น เหมือนกลัวเขาจะเข้าใจผิด เลยอธิบายต่อ “แม่ฉันป่วยเข้าโรงพยาบาล นอกจากเงินเก็บของฉันแล้ว ยังต้องการอีกหนึ่งล้านเจ็ดแสนถึงจะพอ”
พูดจบ เธอจ้องมองชายตรงหน้าอย่างร้อนรน ชายผู้ถูกเรียกว่าสามีของเธอ
เวินรั่วคิดว่า เขาน่าจะตกลงนะ นอกจากเรื่องงานแล้ว พวกเขายังเป็นสามีภรรยากัน
ที่สำคัญพวกเขารู้จักกันตั้งแต่สมัยเรียนมหาวิทยาลัย ตอนแต่งงานเขาก็เป็นคนขอแต่งเอง เขาน่าจะชอบเธออยู่บ้างล่ะมั้ง แล้วตอนนี้แต่งงานกันมาสามปีแล้ว ตลอดหลายปีเธอรักเขาอย่างร้อนแรงและจริงใจขนาดไหน เขาน่าจะสัมผัสได้ด้วย อีกอย่างหนึ่งล้านเจ็ดแสนสำหรับเขาเป็นแค่เศษเงิน เสื้อนอกตัวหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขายังแพงกว่านี้เลย
แต่รออยู่นาน ก็ไม่ได้รับคำตอบตกลง กลับเป็นเพียงเสียงหึเย็นชาและคำประชดที่ไม่ปิดบัง “เวินรั่ว มาเรียกเอาเงินจากฉัน? เธอมีสิทธิ์อะไร?”
คำพูดเพียงประโยคเดียว เหวี่ยงใส่หน้าเธออย่างเย็นชาและแข็งกร้าว ราวกับตบหน้าดังฉาดเดียว ทำให้ความคิดเมื่อครู่ของเธอแตกละเอียดเป็นเสี่ยง ๆ
เวินรั่วรู้สึกมึนงง
มีสิทธิ์อะไร?
ในฐานะภรรยาของเขา ในฐานะที่ตลอดหลายปีนี้เธอทำกำไรให้บริษัทกู้กว่าหนึ่งพันล้าน ในฐานะที่เธอมีสิทธิ์ใช้จ่ายเงินครึ่งหนึ่งของทรัพย์สินสมรส เหตุผลเหล่านี้พอไหม?
แต่เหตุผลเหล่านี้ เวินรั่วกลับถามออกมาไม่ได้สักข้อ เมื่อสบตากับแววตาเย็นชาและประชดประชันของกู้จินเหยียน เธอรู้สึกเพียงว่าถ้าเสนอเหตุผลเหล่านี้ ก็คงได้แต่อัปยศตัวเอง
“ถือว่าฉันยืมคุณ ได้ไหม?”
“ยืม? เธอจะเอาอะไรคืน?”
เธอถอยให้แล้วหนึ่งก้าว ไม่คิดว่ากู้จินเหยียนจะยังกดดันไม่เลิก เวินรั่วเริ่มกระวนกระวาย “งั้นฉันเบิกเงินเดือนและโบนัสล่วงหน้าก็ยังได้ใช่ไหม?”
“เงินเดือนเธอจะใช้หนี้หนึ่งล้านเจ็ดแสนหมดเมื่อไหร่ คิดว่าเธอคงรู้ดีกว่าฉัน” กู้จินเหยียนยังคงท่าทีเย็นชา
เวินรั่วรู้สึกร้อนผ่าวในเบ้าตา ความน้อยใจและความเจ็บปวดเอ่อล้นขึ้นมาในใจ “กู้จินเหยียน จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ?”
“ถึงขนาดนี้?” กู้จินเหยียนมองเธอราวกับคนแปลกหน้าที่ไม่เกี่ยวข้องกันเลย “เธอต่างหากที่ไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเรา”
ความสัมพันธ์? ระหว่างพวกเขามีความสัมพันธ์อะไร? เวินรั่วอยากถามเขา ระหว่างเธอกับเขาไม่ใช่ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาตามกฎหมายหรือ? หรือว่าไม่สู้คนแปลกหน้าด้วยซ้ำ?
แต่ยังไม่ทันถาม จู่ ๆ ก็มีเสียงสุนัขร้องโหยหวนดังมาจากชั้นบน เวินรั่วใจหายวาบทันที
ก่อนไปประจำที่ก่างเฉิง เธอเคยเลี้ยงสุนัขตัวเล็กตัวหนึ่ง ตั้งชื่อว่าถวานถวาน แต่เพราะตอนจากไปไม่สะดวกจะพาไปด้วย จึงทิ้งถวานถวานไว้ ให้แม่บ้านที่บ้านช่วยดูแล ตอนนี้แม่บ้านที่นี่เปลี่ยนคนไปแล้ว ถวานถวานล่ะ…
เวินรั่วไม่มีเวลามาเสียเวลากับกู้จินเหยียนอีก เธอวิ่งตรงขึ้นไปชั้นบน แต่ยิ่งเข้าใกล้ เสียงร้องของสุนัขตัวเล็กก็ยิ่งน่าสงสาร เธอร้อนใจจนหัวใจแทบหลุดออกมานอกอก
ในที่สุด ก็เห็นเงาของสุนัขตัวเล็กอยู่ที่มุมทางเดิน ยืนยันได้ว่าเป็นถวานถวานของเธอแน่นอน แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าเวลานี้ เกือบทำให้เวินรั่วกรีดร้องอย่างควบคุมตัวเองไม่อยู่
เพราะนอกจากถวานถวานแล้ว ที่มุมทางเดินยังมีกู้อวี่เว่ยและกู้จื่ออันอยู่ด้วย
กู้อวี่เว่ยกอดอกยืนอยู่ข้าง ๆ ส่วนกู้จื่ออันคร่อมอยู่บนตัวถวานถวาน เตะและต่อยไม่หยุด พลางด่าไปด้วย “ผู้หญิงอ้วน ผู้หญิงน่าเกลียด แกรน่ะไม่คู่ควรเป็นแม่ของฉัน!”
เวินรั่วแทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง เธอควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ตะโกนเสียงดัง “พวกแกรทำอะไรกัน!?”
ได้ยินเสียงตะโกน กู้จื่ออันก็ไม่หยุด กลับมองเวินรั่วอย่างเย็นชาแวบหนึ่ง แล้วลงมือทำร้ายต่อ
เวินรั่วทนไม่ไหวจริง ๆ เธอวิ่งเข้าไป อุ้มกู้จื่ออันขึ้นมาอย่างแรง แล้วกอดถวานถวานไว้ในอ้อมแขน ลูบปลอบเบา ๆ แต่น่าเสียดายที่ถวานถวานตาแข็งทื่อ ใกล้ตายเต็มที ร่างกายไร้ชีวิตชีวา
ตอนนี้ เมื่ออยู่ใกล้ขึ้น เวินรั่วสังเกตว่าบนหัวของถวานถวานยังมีรูปถ่ายติดอยู่ พื้นหลังสีแดงสด เสื้อเชิ้ตสีขาว ไม่ใช่รูปถ่ายจดทะเบียนสมรสของเธอกับกู้จินเหยียนแล้วจะเป็นอะไร?
เพียงแต่กู้จินเหยียนถูกตัดออกไปแล้ว ในรูปเหลือเพียงเธอคนเดียว ยิ้มหวานเล็กน้อย สีหน้าเขินอายแต่เปี่ยมสุข เมื่อเทียบกับภาพตรงหน้านี้ มันต่างกันฟ้ากับเหว
ชั่วขณะนั้น อารมณ์หลากหลายเอ่อล้นขึ้นในใจ เวินรั่วโกรธจนมือสั่น ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ยกมือขึ้นจะตีกู้จื่ออัน
กู้อวี่เว่ยซึ่งยืนอยู่ข้าง ๆ ตลอดโดยไม่พูดอะไร ถึงตอนนี้กลับดึงกู้จื่ออันไปหลบหลังตัวเอง ขวางเวินรั่วไว้ “ถึงขนาดนั้นเลยหรือ? ก็แค่หมาตัวเดียว แกจำเป็นต้องถือสากับเด็กด้วยหรือ?”
“เด็ก? ไม่ใช่เด็กทุกคนหรอกที่สมควรถูกเรียกว่าเด็ก!” เวินรั่วยังโมโหอยู่ “อีกอย่าง ที่เด็กเป็นแบบนี้ ไม่ใช่เพราะผู้ใหญ่สอนหรือ?”
สิ้นเสียง กู้อวี่เว่ยเปลี่ยนสีหน้าฉับพลัน เสียงดังขึ้นทันใด “เวินรั่วแกหมายความว่ายังไง? แกกำลังสั่งสอนฉันหรือ? แกดูดี ๆ สิว่านี่ที่ไหน นี่แกมีสิทธิ์มาตะโกนโหวกเหวกในบ้านนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?”
เสียงเธอขาดคำ สิ่งที่ตอบสนองก่อนเวินรั่วคือถวานถวานในอ้อมแขน มันเหมือนสะดุ้ง ร้องโหยหวนอีกสองครั้ง จากนั้นก็เริ่มดิ้นอย่างบ้าคลั่งในอ้อมแขนของเวินรั่ว
เวินรั่วรู้สึกสงสาร ลูบหัวมันเบา ๆ ปลอบโยนอยู่นาน ถวานถวานถึงสงบลง เวินรั่วไม่มีเวลามายืดเยื้อกับนาง ตอนนี้ถวานถวานเป็นแบบนี้ เธอต้องพามันไปตรวจก่อน
เธอเตรียมจะไป แต่ตอนหันหลัง กลับได้ยินกู้อวี่เว่ยเอ่ยปากอีกครั้ง “เวินรั่ว แกไม่คู่ควรกับพี่ชายฉัน”
ครั้งนี้ นอกจากประชดแล้ว ยังยียวนเต็มที่ ฟังดูแล้ว นางไม่เหมือนน้องสาวของกู้จินเหยียน แต่กลับเหมือนคนหลงรักเขาเสียมากกว่า
เวินรั่วมองนางอย่างเย็นชา “คู่ควรหรือไม่ ไม่ใช่หน้าที่แกมาพูด” เธอตัดสินใจจะไม่อดทนอีกต่อไป “ตอนนั้น เขาเป็นคนขอแต่งงานกับฉันเอง”
แต่ใครจะรู้ เมื่อได้ยินเช่นนี้ กู้อวี่เว่ยไม่เพียงไม่โกรธ ความย่ามใจและประชดในแววตากลับยิ่งลึกซึ้งขึ้น “งั้นหรือ? งั้นแกก็ต้องดูด้วยว่าเขาทำไปเพื่อใคร”