เสิ่นจืออี้เบะปาก
คำตอบของเขาดันเป็นเรื่องที่เธอไม่สนใจที่สุด
เรื่องเงิน ๆ ทอง ๆ พวกนั้น...เขากลับไม่ยอมตอบสักข้อ!
เธอลุกขึ้นอย่างหมดสนุก แล้วขยับห่างจากเขาเล็กน้อย
“คุณหนู ถึงแล้วเจ้าค่ะ”
รถม้าจอดอยู่หน้าจวนเสิ่น ตุ้ยเอ๋อร์ลงจากรถแล้วร้องเรียกอยู่นอกม่าน
เสิ่นจืออี้เหลือบมองขาทั้งสองข้างของชิงยวน แววตาไหววูบ
มีข่าวลือว่า หากเงือกยังฟื้นพลังปีศาจไม่เต็มที่ แต่ฝืนเสกขาทั้งสองข้างออกมา ทุกย่างก้าวบนบกจะเจ็บปวดราวกับเหยียบลงบนคมดาบ
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง...
เขาจะเจ็บจนร้องไห้เป็นไข่มุกหรือเปล่า?!
หัวใจของเสิ่นจืออี้เต้นตึกตักขึ้นมา
เธอแตะลูกคิดตรงเอว ตั้งสติแล้วไม่มองเขาอีก ก่อนลงจากรถม้าไปทันที
ชิงยวนมองแผ่นหลังของเธอ นิ้วมือค่อย ๆ งอเข้าหากัน เขากำลังจะเอ่ยปาก ทว่าม่านกลับร่วงลงเสียก่อน
ชิงยวน: ...
เขาก้มตาลงมองขาทั้งสองข้าง ริมฝีปากบางเม้มแน่น
พ่อบ้านจวนเสิ่นพาชายฉกรรจ์หลายคนเดินเข้ามา
“คุณหนู ท่านเทพสมุทรอยู่บนรถม้าหรือขอรับ? บ่าวพาคนมาแปดคน น่าจะพอหามท่านลงมาได้นะขอรับ?”
ชิงยวนได้ยินคำพูดนั้นจากในรถม้า ดวงตาพลันเป็นประกาย
“ไม่ต้อง” เสิ่นจืออี้ตอบ “เขามีขาแล้ว ลงมาเองได้”
ชิงยวน: ...
ทุกคนยืนรออยู่ข้างรถม้าครู่ใหญ่ แต่ก็ยังไม่มีใครลงมา
เสิ่นจืออี้เริ่มร้อนใจ
เธอกำลังจะเดินไปเปิดม่าน มือขาวเย็นราวเมฆก็ยื่นมาแหวกม่านออก
ชิงยวนก้มตัวลงจากรถม้า
สีหน้าของเขาดูไม่ผิดปกติแม้แต่น้อย
ภายใต้แสงตะวัน เขายืนตระหง่าน เรือนผมขาวยาวกับอาภรณ์แขนกว้าง รอบกายราวกับมีแสงเรืองรองจาง ๆ โอบล้อม
สง่างามเหนือสามัญ
ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับสงบนิ่งเป็นสีน้ำเงินเข้ม เพียงเหลือบมองมาอย่างไม่ใส่ใจ ก็คล้ายมีพลังมหาศาลกดทับจนผู้คนรู้สึกหวาดหวั่นขึ้นมาอย่างไร้เหตุผล
