เสิ่นจืออี้จ้องมองเขานิ่ง
ราวกับมองทะลุตัวเขา เห็นเด็กชายตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งนั่งยอง ๆ อยู่ท่ามกลางฤดูฝนที่ชื้นแฉะและหนาวเหน็บ ทั้งร่างถูกความมืดกัดกิน
ฝนห่าใหญ่ตกกระทบไม่ขาดสาย
ไหลจากหางตาของเขาลงไปถึงหัวใจที่อ่อนนุ่ม
จนชะล้างหัวใจดวงนั้นให้แข็งกระด้างและเย็นชา จนมองไม่ออกอีกแล้วว่าเดิมทีมันเคยเป็นอย่างไร
เธอลูบแก้มเขา แววตาอ่อนโยน
“เพ่ยจี้ คุณโตขึ้นแล้ว”
“คนที่ติดอยู่ท่ามกลางสายฝนในวัยเด็ก ไม่ใช่คุณอีกต่อไปแล้ว”
“ตอนนี้ จับมือฉันไว้ แล้วพาเขาออกจากฤดูฝนนี้ไปด้วยกันนะ”
เธอหงายฝ่ามือ ยื่นมือไปหาเขา
ดวงตาของเพ่ยจี้เอ่อคลอด้วยม่านหมอก
ตอนแรกเขาค่อย ๆ แตะปลายนิ้วเธออย่างระมัดระวังทีละนิด จากนั้นก็กุมมือเธอไว้แน่น ดึงเธอเข้ามา แล้วกอดเธอไว้ในอ้อมแขนอย่างแนบแน่น
“ที่รัก……”
“คุณจะไปไหม?”
เหมือนผู้หญิงคนนั้น ที่เริ่มจากจับมือเขา ก่อนจะปล่อยมือ ทิ้งเขาไว้ตามลำพังในตรอกมืดมิดที่ไร้แสงตะวัน
สถานที่ที่แม้แต่แสงอาทิตย์ก็ส่องไปไม่ถึง
หยาดน้ำตาไหลลงบนแก้ม
ก่อนจะร่วงลงถึงซอกคอของเธอ เขาก็ยกมือเช็ดมันทิ้งอย่างแรง
เสิ่นจืออี้กอดเขาไว้ เอ่ยเสียงเบาแต่หนักแน่นว่า “ฉันมาพาคุณไป”
“ต่อจากนี้ เราจะไปด้วยกันตลอดไปนะ”
เสียงอ่อนโยนค่อย ๆ ขจัดความมืดมิด
ร่างของเพ่ยจี้สั่นไหวเล็กน้อย เขาพูดเสียงอู้อี้ว่า “คุณจะเกลียดฉันไหม?”
“คุณเห็นหมดแล้วใช่ไหม?”
“ผู้หญิงคนนั้น……เป็นแม่ของฉัน”
“แต่ฉันไม่อยากยุ่งกับเธอ”
“ฉันเกลียดเธอ”
“ถึงขั้นอยากแก้แค้นเธอด้วยซ้ำ”
“ฉันเป็นคนเลวมากใช่ไหม?” หัวใจของเขาบีบรัดแน่น ถูกความเจ็บปวดและความรู้สึกผิดอันไร้ขอบเขตแผดเผาซ้ำไปซ้ำมา