เสี่ยวเอ้อร์พาพวกเขาขึ้นไปยังห้องส่วนตัวที่ดีที่สุดบนชั้นสอง
“เชิญขอรับ ที่นี่เป็นมุมชมจันทร์ที่ดีที่สุด ท่านทั้งสองเชิญดื่มด่ำกับบรรยากาศให้เต็มที่!”
เขาเหลือบมองชางหลิวยู่กับเสิ่นจืออี้สลับกันไปมา ก่อนจะหยิกต้นขาตัวเองแรง ๆ ถึงค่อยฝืนควบคุมสีหน้าไม่ให้ร้องอุทานออกมา
ทำงานเป็นเสี่ยวเอ้อร์มาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้เห็นคู่รักซึ่งเหมาะสมกันราวกิ่งทองใบหยกถึงเพียงนี้
คนหนึ่งหล่อเหลาเสียจนผู้คนต้องตะลึง
อีกคนงดงามราวกับเทพธิดาจุติ
ทั้งชีวิตนี้เขาเพิ่งเรียนรู้คำชมคนมาแค่สองสำนวน
วันนี้กลับได้ใช้พร้อมกันเสียแล้ว!
“ขอบคุณ” เสิ่นจืออี้วางเงินก้อนหนึ่งลงบนฝ่ามือเสี่ยวเอ้อร์อย่างใจกว้าง “อย่าให้คนนอกมารบกวนพวกเรา”
เสี่ยวเอ้อร์ชั่งน้ำหนักเงินในมือ ใบหน้าแทบยิ้มจนบาน “แน่นอนขอรับ!”
“ท่านวางใจได้เลยขอรับ”
“ห้องส่วนตัวนี้อยู่ห่างจากบริเวณรับประทานอาหารด้านล่างหลายชั้น อีกทั้งยังมีคนคอยเฝ้าทางเข้าอยู่ รับรองว่าไม่มีใครเข้ามารบกวนแน่นอน”
“หากต้องการสิ่งใด ก็ดึงกระดิ่งนี้เรียกพวกเราได้เลยขอรับ” เขาชี้ไปยังกระดิ่งใบหนึ่งในห้อง ก่อนจะถอยออกไปด้วยรอยยิ้มเต็มหน้า
ไม่นาน สุราเลิศรสกับอาหารจานเด็ดก็ถูกยกเข้ามา วางเรียงเต็มโต๊ะ
เสิ่นจืออี้ดึงชางหลิวยู่ให้นั่งลง
โต๊ะในห้องส่วนตัวตั้งอยู่ริมหน้าต่าง เพียงเงยหน้าก็เห็นดวงจันทร์
ตอนรินสุรา แสงจันทร์ใสกระจ่างพลันสาดส่องลงมา สะท้อนระยิบระยับบนผิวน้ำสุรา ราวกับกำลังดื่มกินแสงจันทร์ให้เมามายจริง ๆ
เสิ่นจืออี้เลื่อนจอกไปตรงหน้าชางหลิวยู่ แล้วมองเขาด้วยแววตาคาดหวัง
“ลองชิมดูสิ”
ชางหลิวยู่หลุบตามองนาง ก่อนหยิบจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียว
“อร่อยไหม?” นางถาม
“อร่อย” ลูกกระเดือกของเขาขยับเล็กน้อย “ทำไมเจ้าไม่ดื่มล่ะ?”
“ไม่ใช่เจ้าบอกหรือว่ารอมานานแล้ว?”
เสิ่นจืออี้พยักหน้า “แน่นอนว่าต้องดื่มสิ”
