ผลปรากฏว่า หล่านเยว่มองดูจนตลอดช่วงเช้า และดูอย่างเพลิดเพลินจนแทบลืมตัว
วิชาดาบของศิษย์พี่สี่เหมือนกับตัวเขาไม่มีผิด แฝงความหยิ่งทะนงโดดเดี่ยวราวกับยืนอยู่บนยอดสูงสุด มองลงมายังขุนเขาทั้งปวง ทั้งยังแผ่ท่วงท่าเปิดกว้างและห้าวหาญจนเปี่ยมด้วยอำนาจบารมีอันน่าเกรงขาม กระบี่ที่ฟาดฟันออกไปราวมังกรเริงระบำ ดาบยักษ์ที่กว้างและสูงยิ่งกว่าตัวเขาอยู่ในมือราวกับไร้น้ำหนัก ประหนึ่งเป็นส่วนต่อขยายของแขน กระบวนท่าพลิ้วไหวลื่นไหล ทำให้ผู้ชมตาพร่า
“พอแล้ว วันนี้ฝึกดาบจบเพียงเท่านี้ ช่วงบ่ายข้าจะหลอมอาวุธ ศิษย์น้องเล็กกลับไปได้แล้ว”
เยี่ยนเหลียงเก็บดาบและจบกระบวนท่า ก่อนจะไล่แขกอีกครั้ง
กระบวนท่าดาบในหัวของเขาหมดเกลี้ยงแล้ว หากศิษย์น้องเล็กยังไม่ไป เขาก็ไม่รู้จะฝึกอะไรต่อ ถ้าฝึกกระบวนท่าเดิมซ้ำไปซ้ำมา แล้วศิษย์น้องเล็กคิดว่าศิษย์พี่สี่อย่างเขาไม่มีความรู้อะไรเลยจะทำอย่างไรเล่า?
“หลอมอาวุธหรือ? ศิษย์พี่สี่ ข้าขอชมอยู่ข้าง ๆ ได้ไหม?”
หล่านเยว่ถามอย่างระมัดระวัง นางเองก็สนใจการหลอมอาวุธไม่น้อย เพียงแต่ไม่รู้ว่าศิษย์พี่สี่จะยอมให้นางชมอยู่ข้าง ๆ หรือไม่
“เอ่อ...”
ศิษย์พี่สี่ถึงกับพูดไม่ออก ซึ่งหาได้ยากนัก ที่แท้การหลอมอาวุธเป็นเพียงข้ออ้าง ช่วงนี้เขาไม่มีเพลิงจิตวิญญาณที่เหมาะสม จึงหลอมอาวุธไม่ได้เลย
“ก่อนหลอมอาวุธ ข้าต้องออกไปข้างนอกสักเที่ยว เพื่อตามหาเพลิงจิตวิญญาณสำหรับหลอมอาวุธ”
“ตามหาเพลิงจิตวิญญาณหรือ?”
หล่านเยว่สงสัยว่าเพลิงจิตวิญญาณคือสิ่งใดกันแน่
“อืม การหลอมอาวุธต้องใช้เพลิงจิตวิญญาณหลอมวัตถุดิบ เพลิงจิตวิญญาณที่เคยใช้ไม่อาจตอบโจทย์ได้อีกแล้ว จำเป็นต้องออกตามหาเพลิงจิตวิญญาณที่มีระดับสูงกว่า”
เพียงแต่เพลิงจิตวิญญาณระดับสูงกว่าใช่ว่าจะตามหาได้ง่าย ๆ
