ลู่หนิงใจเย็นอย่างยิ่ง เธอตั้งใจจะออกจากบ้านหลังนี้จริง ๆ
ลู่หลิวหัวเราะเยาะ “ได้สิ รีบไสหัวไปเลย ฉันอยากรู้นักว่าพอออกจากตระกูลลู่แล้ว เธอจะมีชีวิตรอดได้ไหม!”
ลู่หนานเฟิงทนดูต่อไปไม่ไหว “พอได้แล้ว น้องหกพูดอะไรของนาย?”
“พี่รอง ลองดูสิ ลู่หนิงเป็นคนบอกว่าจะออกจากบ้านเอง เธอต่างหากที่ไม่ต้องการพวกเรา!”
ดวงตาของลู่หลิวแดงก่ำ อารมณ์พลุ่งพล่านอย่างมาก
วันนี้เขายอมลดทิฐิแล้วแท้ ๆ ลู่หนิงยังจะออกจากบ้านอีก หรือเธออยากให้พี่ชายอย่างเขาคุกเข่าขอโทษถึงจะพอใจ?
ฉินเซียงรีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ย “พี่หก อย่าโมโหเลยค่ะ พี่หนิงหนิงแค่ล้อเล่น ไม่อยากติวให้ฉันก็ไม่เป็นไร ยังไงก็มีติวเตอร์อยู่แล้ว ฉันพอใจมากจริง ๆ ค่ะ”
ลู่หลิวจ้องลู่หนิงเขม็ง “ดูเซียงเซียงสิ รู้จักคิดแค่ไหน แล้วดูตัวเองบ้าง ลู่หนิง เธอไม่เคยทบทวนตัวเองเลยหรือไง?”
“พี่หก ช่างเถอะค่ะ เราไปกันเถอะ ฉันยังมีเรื่องวิธีเล่นเกมอยากถามพี่อีก”
ฉินเซียงหันกลับไปมองลู่หนานเฟิง “พี่รอง พวกเราไปก่อนนะคะ”
“ไปเถอะ”
พอเห็นฉินเซียงทำตัวรู้ความขนาดนี้ ลู่หนานเฟิงก็ใจอ่อนลงอีกหลายส่วน
เดิมทีฉินเซียงไม่ได้เป็นสมาชิกของตระกูลลู่ แต่เพราะเรื่องฝึกซ้อมกับทีมแข่ง ผลการเรียนของเธอจึงตกลงไปมาก
ตอนคนในบ้านมีเรื่องขัดแย้งกัน เธอก็รีบเข้ามาช่วยไกล่เกลี่ยได้ทันเวลา
เมื่อเทียบกับสิ่งที่ลู่หนิงทำแล้ว ฉินเซียงดูรู้ความอย่างยิ่ง
ลู่หนานเฟิงมองลู่หนิงด้วยแววตาผิดหวัง “อย่าเก็บคำพูดของพี่หกมาใส่ใจ ยังไงเธอก็เป็นคนของตระกูลลู่”
ลู่หนิงตอบอย่างใจเย็น “ฉันคิดว่าย้ายออกไปน่าจะดีกว่า”
