ใบหน้าและรอยยิ้มของพ่อแม่ รวมถึงลายมือคุ้นตาบนกระดาษจดหมาย ล้วนกลายเป็นคมมีดที่แหลมคมที่สุด กรีดหัวใจของเสิ่นซูหลี่ทีละแผล
ที่แท้พวกท่านคือวีรบุรุษ คือพ่อแม่ที่เธอควรภาคภูมิใจไปตลอดชีวิต
แต่วีรบุรุษเช่นนี้กลับถูกซูหยุนซานไอ้เดรัจฉานนั่นผลักลงเหวด้วยมือตัวเอง จบชีวิตลงอย่างไม่รู้สาเหตุ!
ช่างน่าขันเหลือเกิน ช่างน่าเศร้าเหลือเกิน!
ความแค้นอันล้นฟ้านี้แทบจะกลืนกินสติสัมปชัญญะของเธอจนหมดสิ้น
เธออยากจะพุ่งไปเรือนจำระหว่างพิจารณาคดีเดี๋ยวนี้ แล้วสับซูหยุนซานไอ้เศษสวะนั่นเป็นหมื่นชิ้น ให้มันอยู่ก็ไม่ได้ ตายก็ไม่ลง!
กาลเวลาค่อย ๆ เคลื่อนผ่านไปอย่างเงียบงัน
เสิ่นซูหลี่ค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ความเปราะบางและความเศร้าโศกในดวงตาถูกแทนที่ด้วยความเย็นชาและว่างเปล่า
เธอฝืนพยุงร่างลุกขึ้น หยิบกล่องไม้จันทน์แดงใบล้ำค่าที่สุดออกมาจากมิติ ค่อย ๆ พับจดหมายของพ่อแม่ทีละฉบับอย่างระมัดระวัง แล้ววางลงในกล่องอย่างทะนุถนอม จากนั้นเก็บกล่องไม้กลับเข้าไปในมิติและปิดผนึกไว้อย่างดี
เมื่อเปิดประตูออก เสิ่นซูหลี่ก็ชะงัก
เซี่ยเฉิงหยวนกำลังพิงผนังอยู่ด้านนอกประตู ราวกับเทพผู้พิทักษ์อันเงียบงัน คอยเฝ้าเธออยู่ไม่ห่างแม้แต่ก้าวเดียว
พอเห็นเธอออกมา เขาก็ยืดตัวตรงทันที ดวงตาลึกล้ำคู่นั้นเต็มไปด้วยความเป็นห่วงและสงสารอย่างไม่ปิดบัง
การปกป้องที่ดูเก้ ๆ กัง ๆ แต่จริงใจเช่นนี้ ทำให้หัวใจอันเย็นชาของเสิ่นซูหลี่พลันรู้สึกถึงความอบอุ่นจาง ๆ ที่แทบสังเกตไม่เห็น
ข้างเท้าเขามีบะหมี่วางอยู่หนึ่งชาม ดูเหมือนจะอืดหมดแล้ว เห็นได้ชัดว่าเขารอมานานมาก
“คุณยังไหวไหม” เสียงของเซี่ยเฉิงหยวนแหบพร่า เจือความระมัดระวังอยู่เล็กน้อย
เสิ่นซูหลี่ส่ายหน้า น้ำเสียงสงบนิ่งจนฟังไม่ออกว่ามีความรู้สึกใด “ฉันไม่เป็นไร”
“ฉันหิวแล้ว” เธอไม่อยากให้เขาเป็นห่วง
“ได้! ผมจะไปอุ่นข้าวให้คุณเดี๋ยวนี้!” เซี่ยเฉิงหยวนเหมือนได้รับการอภัย รีบยกถาดแล้วหมุนตัววิ่งลงบันไดไปทันที
มองแผ่นหลังที่ดูร้อนรนของเขาแล้ว เสิ่นซูหลี่ก็ก้มตาลง ก่อนเดินตามลงไป
เซี่ยเฉิงหยวนต้มบะหมี่ชามใหม่ แล้วยกมาให้เสิ่นซูหลี่
แต่เสิ่นซูหลี่ไม่เจริญอาหารเลยจริง ๆ ฝืนกินไปครึ่งชามก็ไม่อาจกินต่อได้