เชินเลี่ยจิบน้ำชาเพื่อให้ลำคอที่แห้งผากชุ่มชื้นขึ้น น้ำเสียงของเขาแฝงความโกรธที่พยายามข่มกลั้นไว้
“คนที่อยู่ในเรือนจำระหว่างพิจารณาคดีคนนั้นเป็นซูหยุนซานจริง ๆ! จูหมิงเยว่คือเมียที่มันแต่งงานด้วยตอนอยู่ชนบท ส่วนลูกทั้งสี่คนของหล่อนก็เป็นลูกของซูหยุนซานทั้งหมด!”
“คนของหน่วยผลิตถงซานรู้เรื่องตระกูลซูดี ทุกคนเป็นพยานได้”
“แปดปีก่อน ซูหยุนซานเริ่มออกจากหมู่บ้านบ่อยครั้ง โดยอ้างว่าจะมาไห่เฉิงเพื่อพึ่งพาน้องชายที่เข้าประตูบ้านเป็นสามีอยู่กับเมียตระกูลเสิ่น ต่อมามันบอกคนในหมู่บ้านว่าน้องชายหางานที่มีหน้ามีตาในเมืองให้มันทำ หลังจากนั้นมันก็แทบไม่กลับไปอีก”
“เจ็ดปีก่อน พ่อแม่เฒ่าของตระกูลซูเสียชีวิตไล่เลี่ยกัน ซูหยุนซานจึงพาจูหมิงเยว่กับลูกทั้งสี่คนเข้าเมือง หลังจากนั้นก็ตัดการติดต่อกับหน่วยผลิตถงซาน”
“คนในหมู่บ้านไม่รู้เลยว่าสองสามีภรรยาซูหยุนไห่เกิดเรื่องขึ้น ยิ่งไม่มีทางคิดว่าซูหยุนซานซึ่งเป็นพี่ชายแท้ ๆ จะกล้าปลอมตัวเป็นน้องชายตัวเอง พาเมียกับลูกเข้ามายึดบ้านคนอื่นอย่างหน้าด้าน ๆ!”
“โชคดีที่ซูหยุนซานกับซูหยุนไห่เติบโตมาด้วยกันที่หน่วยผลิตถงซาน คนในหมู่บ้านจึงรู้จักพี่น้องคู่นี้ดี”
“ทุกคนยังรู้ด้วยว่าซูหยุนไห่มีปานรูปใบไม้สีแดงอยู่บนตัว นั่นเป็นหลักฐานสำคัญที่สุดที่ใช้แยกทั้งสองคนออกจากกันได้”
เซี่ยเฉิงหยวนพยักหน้า ปลายนิ้วเรียวยาวเคาะโต๊ะเบา ๆ ทีละครั้ง แววสังหารวาบผ่านดวงตาแล้วเลือนหายไป
“อืม แล้วทางพี่สามล่ะ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง”
เชินเลี่ยวางบันทึกการสอบสวนลงบนโต๊ะอย่างแรง ตัวอักษรทุกตัวในนั้นราวกับแฝงกลิ่นคาวเลือด
“ทางพี่สามก็เค้นปากซูหยุนซานได้แล้ว มันสารภาพหมดเปลือก”
ซูหยุนซานยอมรับว่ามันวางแผนจะเข้ามาแทนที่ซูหยุนไห่มานานแล้ว
ตั้งแต่แปดปีก่อน มันก็ไปหาตระกูลเสิ่น โดยอ้างว่าจะให้ซูหยุนไห่ช่วยหางานให้ แล้วอาศัยอยู่ในบ้านตระกูลเสิ่นนานกว่าครึ่งปี
ช่วงเวลานั้นมันไม่ได้ทำอะไรเลย นอกจากลอบเลียนแบบคำพูดและท่าทางของซูหยุนไห่ คอยเรียนรู้ทุกอิริยาบถของเขา