“การประลองดำเนินต่อไป!”
เสียงของเย่หลงทำลายความเงียบทั่วบริเวณ เย่เฉินค่อย ๆ ก้าวลงจากเวทีภายใต้สายตาของผู้คน โดยไม่มีคลื่นอารมณ์ใด ๆ สีหน้าสงบนิ่ง ไม่ยโสและไม่ถ่อมตัว
การประลองที่เหลือ ทุกคนต่างดูด้วยใจลอย ในหัวของพวกเขามีแต่ภาพที่เย่เฉินชกเดียวสังหารเย่เทียนซ้ำไปซ้ำมา กระทั่งถึงเวลาโพล้เพล้ การประลองย่อยจึงจบลง ฝูงชนแยกย้ายกันไปด้วยความคิดในใจที่แตกต่างกัน
เย่เฉินกลับมายังที่พักของตนตั้งแต่เนิ่น ๆ แล้ว เขาไม่มีอารมณ์ดูการประลอง ในใจยังมีอีกหลายคำถามที่อยากถามจิตวิญญาณกระถางผู้เฒ่า
“ท่านเฒ่า ท่านอยู่หรือไม่?”
เขาพูดกับตัวเองพลางถาม ผ่านไปเนิ่นนาน ร่างกึ่งโปร่งใสของจิตวิญญาณกระถางปรากฏกลางอากาศ สีหน้าของเขาไม่สบอารมณ์ สะบัดเครา จ้องตาเขม็ง
“เจ้าหนู เจ้านี่ไร้มารยาทมาก ต้องเรียกว่าผู้อาวุโส!”
“ได้ ๆ ท่านเฒ่า” เย่เฉินเบะปาก
มุมปากของจิตวิญญาณกระถางกระตุกขึ้น
“เรียกข้ามีธุระอันใด?”
“ท่านเฒ่า ข้าเคยมีขั้นภูมิขั้นหลอมแก่นขั้นหนึ่ง เหตุใดถึงฟื้นกลับมาได้แค่จุดสูงสุดของขั้นน่าหลิง” น้ำเสียงของเย่เฉินฉายแววสงสัย
“ขั้นหลอมแก่นของเจ้าแต่ก่อนก็เรียกว่าขั้นหลอมแก่นได้งั้นหรือ? กระแสลมปราณแค่แปดจั้งยังกล้าเรียกว่าขั้นหลอมแก่นอีกหรือ? จะฝึกเคล็ดวิชาเทวะกลืนฟ้าต้องมีกระแสลมปราณถึงสิบจั้งจึงจะหลอมแก่นได้ หมายความว่าเจ้าต้องรวบรวมกระแสลมปราณหลอมแก่นอีกครั้ง” คำพูดของจิตวิญญาณกระถางแฝงไว้ด้วยความดูถูก
“อะไรนะ? สิบจั้ง? ท่านเฒ่า ข้าเรียนมาน้อย อย่าหลอกข้า สูงสุดไม่ใช่เก้าจั้งกระแสลมปราณหลอมแก่นหรอกหรือ?” เย่เฉินเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ
“เจ้ารู้อะไร ข้าว่าสิบจั้งก็คือสิบจั้ง แล้วข้าจะบอกเจ้าให้อีกว่า ผู้ฝึกเคล็ดวิชาเทวะกลืนฟ้า หลังจากหลอมแก่นแล้วต้องกลืนรากฐานแห่งธาตุทั้งห้า ถึงจะฝึกต่อไปได้ และทุกครั้งที่กลืนรากฐานหนึ่งชนิด พลังก็จะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด รากฐานแห่งธาตุทั้งห้าคือสมบัติล้ำค่าของฟ้าดิน อาจหาไม่พบเลยชั่วชีวิต เจ้าลองคิดให้ดี ยังพอมีเวลาเปลี่ยนคัมภีร์”
เมื่อได้ยิน เย่เฉินเงียบงัน ก่อนหน้านั้นก็ไม่ต้องพูดถึงรากฐานแห่งธาตุทั้งห้าอะไรนั่น แค่หลอมแก่นสิบจั้งนี่ เขาทำได้หรือ? ในใจลังเลอยู่นาน กัดฟันกรอด ใบหน้าที่ยังอ่อนเยาว์เผยความมุ่งมั่น น้ำเสียงแน่วแน่เอ่ยว่า
“ท่านเฒ่า ท่านอย่าเพิ่งขู่ข้าเลย ในเมื่อข้าต้องการเป็นผู้แข็งแกร่ง ก็ไม่กลัวความยากลำบากเหล่านี้ ข้าจะไม่เปลี่ยนคัมภีร์”
ในส่วนลึกของแววตาจิตวิญญาณกระถางฉายแววชื่นชม แต่เขากลับทำน้ำเสียงไม่ยินดียินร้าย
“ตามใจเจ้า ยังไงก็ไม่ใช่ข้าที่ฝึก เจ้าหนู โชคดีของเจ้านัก ข้ารับรู้ถึงกลิ่นอายของรากฐานแห่งเพลิงได้”
พูดจบ เขาก็กวาดมือหยิบแผนที่บนโต๊ะ ชี้นิ้วไปทางมุมตะวันตกเฉียงใต้
“สำนักเทียนหลิง?” เย่เฉินอุทานขึ้นด้วยความตกใจ
แดนจิ่วโจวแบ่งเป็นสามอาณาเขต บน กลาง และล่าง แต่ละอาณาเขตมีสามแคว้น สำนักเทียนหลิงก็คือนิกายในแคว้นหวงของอาณาเขตล่าง ทั่วทั้งแคว้นหวงไม่มีใครไม่รู้จัก จะว่าเป็นนิกายก็ไม่สู้เรียกว่าเป็นผู้ปกครองแคว้นหวงจะดีกว่า พลังและรากฐานของมันแข็งแกร่งจนคาดไม่ถึง
“อีกไม่นานก็ถึงเวลาที่สำนักเทียนหลิงรับศิษย์ ดูเหมือนทุกครั้งจะมีเจ้าหน้าที่รับสมัครมาที่เมืองผิงหยางเพื่อรับศิษย์ ถึงแม้จะหาทางได้รากฐานแห่งเพลิงจากสำนักเทียนหลิงจะลำบาก แต่ถ้าจะให้ตนแข็งแกร่งขึ้น ต้องลองดูสักตั้ง ถ้าถึงตอนนั้นทำไม่ได้จริง ๆ แล้วค่อยหันไปฝึกคัมภีร์อื่นก็ยังไม่สาย” เย่เฉินคิดในใจ
ปัง ปัง ปัง
เสียงเคาะประตูดังขึ้น ความคิดของเย่เฉินกลับสู่ปัจจุบัน เงยหน้ามอง ร่างของจิตวิญญาณกระถางหายไปนานแล้ว ในใจด่าสาปส่งเจ้าผู้เฒ่านี่ชอบมา ๆ ไป ๆ นัก หันหลังเปิดประตู เย่หลิงยืนอย่างเรียบร้อยอยู่หน้าประตู
“หลิงเอ๋อ มีเรื่องอะไรหรือ?” เย่เฉินยิ้มถาม
“พี่ใหญ่ ท่านลืมแล้วหรือ สองสามวันหลังจากนี้ก็ถึงวันเกิดของท่านพ่อ พวกเราไปตลาดซื้อของขวัญไว้ให้พ่อกันเถอะ” เย่หลิงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม น้ำเสียงเบิกบาน ดูออกว่านางอารมณ์ดีมาก
“ตายจริง โชคดีที่เจ้าเตือนข้า ช่วงนี้ยุ่งมาก ข้าลืมไปเลย ไปเดี๋ยวนี้เลย” เย่เฉินตบศีรษะตัวเอง
ฝ่ายหลังพยักหน้า พวกเขาพูดคุยหัวเราะร่าเดินลัดเลาะไปในจวนสกุลเย่ มุ่งสู่ตลาด
ระหว่างทาง เย่เฉินพบกับศิษย์สกุลเย่มากมาย คนส่วนใหญ่เห็นเขาล้วนก้มหน้า เงียบงัน รีบจากไป พวกนี้ล้วนเป็นคนที่เคยเยาะเย้ยเขา มีส่วนน้อยที่ไม่มีเรื่องบาดหมางกับเขา ก็เข้ามาทักทายอย่างอบอุ่น
เย่เฉินก็ไม่ใช่คนที่มีพลังนิดหน่อยแล้วจะผยองจองหอง คนที่ทักทายเขาก็ตอบรับอย่างสุภาพ เย่หลิงยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย พี่ชายที่หายไปในที่สุดก็กลับมาแล้ว
ตอนที่พวกเขาใกล้ถึงประตูจวนสกุลเย่ ด้านหลังก็มีเสียงฝีเท้ารีบร้อนดังขึ้น
“พี่ใหญ่เย่เฉิน” เสียงหญิงสาวออดอ้อนดังข้างหูเย่เฉิน
เย่เฉินขมวดคิ้ว เสียงนี้เขาคุ้นหูเหลือเกิน เย่เม่ยเอ๋อ
“มีธุระอะไร?” น้ำเสียงของเขาเรียบเฉย ไร้ความรู้สึก
เย่เม่ยเอ๋อกัดริมฝีปากแดงด้วยฟันขาว ขอบตาแดงก่ำ ทำท่าทางน่าสงสารน่าเวทนา
“พี่ใหญ่เย่เฉิน ข้าขอโทษ ข้าผิดไปแล้ว ท่านให้อภัยข้าเถอะ เรื่องไม่ใช่ตามที่ท่านคิด ข้า……”
“พอได้แล้ว ข้าไม่สนใจฟัง” เย่เฉินตวาดขึ้น ขัดจังหวะอีกฝ่าย หากเขาไม่ได้เห็นเรื่องที่นางสุมหัวกับเย่เทียน เขาคงถูกท่าทางของเย่เม่ยเอ๋อหลอกเข้าให้แล้ว แต่ตอนนี้มีแต่คลื่นไส้
พูดจบ เย่เฉินไม่พูดพล่าม จูงมือเย่หลิง เดินจากไปโดยไม่หันหลัง
เย่เม่ยเอ๋อยืนนิ่งงันอยู่กับที่ สีหน้าน่าสงสารค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นความเคียดแค้น เหตุใดกัน? นางก้มหน้ายอมรับผิดแล้ว เหตุใดถึงไม่ให้อภัยนาง ด้วยความงามของนาง เมื่อเอ่ยปากขอโทษอีกฝ่ายก็ควรจะกอดนางไว้พลางพูดคำว่ารักมิใช่หรือ?
หากเย่เฉินรู้ความคิดในใจของเย่เม่ยเอ๋อตอนนั้น เขาก็คงจะพูดดักคอไปว่า
“สตรีต่ำช้าชอบเสแสร้ง!”
ตลาดสกุลเย่ เย่เฉินและเย่หลิงเดินอยู่บนถนนกว้าง เสียงพ่อค้าแม่ค้าร้องเรียกลูกค้าดังไม่ขาด
ยามนี้เย่หลิงสำแดงพรสวรรค์ในการเดินตลาดของสตรีได้อย่างเต็มที่ นางเริงร่าราวกับเด็กสาว กระโดดโลดเต้นไปตลอดทาง แวะดูแผงนั่น เข้าไปชมร้านนี่ ไม่นานมือก็เต็มไปด้วยเครื่องประดับเล็ก ๆ น้อย ๆ บนศีรษะปักปิ่นดอกไม้หลายดอก
“พี่ใหญ่ ดูสิสวยไหม?” เย่หลิงอวดของที่นางเก็บมาได้ตรงหน้าเขาอย่างสนุกสนาน หวังจะให้เขายอมรับ
“สวย สวย”
คำตอบส่งเดชของเย่เฉินทำให้เย่หลิงเม้มปาก นางพองแก้ม เบือนหน้าหนี ไม่มองเย่เฉิน หมุนตัวเดินไปเลือกของในร้านค้าใกล้ ๆ อีกครั้ง
เย่เฉินเห็นนางทำท่าพองแก้มก็รู้สึกขำดี เขาไม่ได้เข้าไปกับเย่หลิง เพราะเขาเป็นคนที่กลัวการเดินตลาดเช่นนี้ที่สุด
ผ่านไปนาน เย่เฉินรู้สึกอยากหลับแล้ว รอคนนี่มันทุกข์ทรมานจริง ๆ โดยเฉพาะรอสตรี
“อ๊ะ! เจ้าเป็นใคร? ถอยไป ข้าไม่รู้จักเจ้า”
ทันใดนั้น ในร้านก็ดังเสียกรีดร้องตกใจของเย่หลิง
หัวใจของเย่เฉินเต้นรัว เคลื่อนกระบวนท่าคัมภีร์ รวบรวมปราณวิญญาณทั้งหมดสู่ฝ่าเท้า พุ่งเข้าไปด้วยความเร็วสูงสุด