เห็นได้ชัดว่าเยี่ยเชวี่ยก็คิดถึงปัญหานี้เช่นกัน
เขาลงมือตรวจสอบอย่างละเอียดและคล่องแคล่ว เริ่มจากโคมไฟบนเพดาน แล้วไล่ตรวจเครื่องตรวจจับควัน ช่องลมเครื่องปรับอากาศทีละจุด ถึงขั้นรื้อฐานครอบโคมไฟหัวเตียงออกมาดู
ประมาณห้านาทีต่อมา เยี่ยเชวี่ยยืดตัวขึ้นจากมุมสุดท้ายของห้อง
เขาขมวดคิ้ว
“ไม่มีอุปกรณ์ดักฟังหรือกล้องเลย”
สายตาของเยี่ยเชวี่ยกวาดไปรอบห้อง แล้วกลับมาจับที่ใบหน้าของเธอ
“ทั้งห้อง สะอาดมาก”
คำตอบนี้ควรจะทำให้คนถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ตามที่เธอคาดการณ์ไว้ การมีกล้องวงจรปิดต่างหากถึงจะเป็นเรื่องสมเหตุสมผล
แต่... หรือว่าเธอคิดมากไปเอง
ลองคิดดูดี ๆ ทุกอย่างที่ไป๋ซือหย่วนทำตั้งแต่ต้นจนจบ ล้วนหาคำอธิบายที่สมเหตุสมผลได้ทั้งนั้น
การให้ตุ้มหูคือความห่วงใย การเชิญกลับตระกูลไป๋คือการรื้อฟื้นความหลัง การจัดห้องให้เป็นแบบที่เธอชอบ... ห้องนอนที่อบอุ่นแบบนี้ก่อนวันสิ้นโลก ต้องหาแบบแปลนได้จากฐานข้อมูลยุคเก่าอยู่แล้ว
แค่ใส่ใจเท่านั้นเอง
ใช่ไหม?
ถ้าเธอไม่ได้พบทีมหมายเลขศูนย์ก่อน ไม่ได้ผ่านความเป็นความตายในเขตหวงห้าม สำนักเทียนฉี่ และบนไป๋จิงกับคนพวกนั้น แต่เพิ่งข้ามมิติมาแล้วถูกไป๋ซือหย่วนพบตัว พากลับตระกูลไป๋...
เป็นไปได้สูงว่าเธอจะรู้สึกว่าโชคดีราวกับสวรรค์เข้าข้าง
จะเชื่อใจเขาอย่างไม่มีข้อกังขา
พึ่งพาเขา
เพราะในวันสิ้นโลกนี้ คนที่อ่อนโยน หน้าตาดี และรู้ใจเธอ ยื่นมือเข้ามาโอบกอด
ใครจะไม่ตกหลุมรัก?
เธอถึงกับนึกภาพนั้นขึ้นมาแวบหนึ่ง
ถูกดูแลอย่างดี ไม่ต้องเป็นแหล่งทำให้บริสุทธิ์ ไม่ต้องเอาชีวิตเข้าแลกในเขตหวงห้าม ไม่ต้องฝึกซ้อมในสนามฝึกจนมือสั่น ตื่นขึ้นมาทุกวันก็ได้กลิ่นหอมของผ้าห่มที่ตากแดด
