คางของเหอล้านเซียวเกร็งขึ้นมาเล็กน้อย
เขาจำได้ จดหมายฉบับนั้นเขียนด้วยลายมือคดเคี้ยว ไม่ถึงสองหน้ากระดาษ บอกว่าจะมาติดตามสามีที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ให้เขาเตรียมตัวไว้ ตอนอ่านจบเขารู้สึกว่าช่างไร้สาระ — ผู้หญิงคนนี้มีข้าวมีน้ำกินอยู่ในเมืองดี ๆ จู่ ๆ กลับจะวิ่งมาที่กันดารแบบนี้ สงสัยจะหาเรื่องอะไรอีกเป็นแน่
เขาไม่ได้เขียนตอบจดหมาย
แต่เขาได้รับจดหมายจริง ๆ
เจ้าหน้าที่เฟิงหันไปมองเหอล้านเซียว “ผู้การเหอ คุณได้รับจดหมายฉบับนี้แล้วหรือ”
“ได้รับแล้ว” เสียงของเหอล้านเซียวแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา
“ในจดหมายพูดถึงเรื่องที่เธอขายทรัพย์สินหรือเปล่า”
เหอล้านเซียวเงียบไปสองวินาที
จูจูรับคำทันที “ในจดหมายเขียนไว้ค่ะ คำพูดของฉันคือ ‘ช่วงนี้ที่บ้านไม่สงบ ฉันจัดการทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดที่อยู่ในชื่อของฉันอย่างถูกกฎหมายเรียบร้อยแล้ว เตรียมตัวเดินทางมาติดตามสามีที่ภาคตะวันตกเฉียงเหนือแบบตัวเบา จะไม่สร้างความเดือดร้อนให้องค์กร’”
เธอท่องได้ทุกคำไม่ผิดเพี้ยน
เจ้าหน้าที่เฟิงมองเหอล้านเซียว เหอล้านเซียวพยักหน้าหนึ่งครั้ง
“มีประโยคนี้อยู่”
เจ้าหน้าที่เฟิงนำสิ่งของสามชิ้นมาจัดเรียงบนโต๊ะใหม่ จากซ้ายไปขวา ใบเสร็จธนาคาร ประกาศในหนังสือพิมพ์ และใบรับฝากไปรษณีย์
เขาหยิบปากกาหมึกซึมขึ้นมา เขียนลงในสมุดบันทึกสองสามบรรทัด จากนั้นก็เปิดหนังสือราชการฉบับนั้นเพื่อตรวจเทียบ
ในห้องมีเพียงเสียงปลายปากกาขีดผ่านกระดาษ กับเสียงฟืนในเตาไฟที่ดังแผ่ว ๆ เป็นครั้งคราว
จูจูนั่งอยู่ริมเตียงเตา มือทั้งสองวางบนเข่า ไม่ขยับ สีหน้าของเธอเหมือนตอนยืนต่อแถวซื้อของที่สหกรณ์จำหน่ายไม่มีผิด — ไม่รีบร้อน รอไปเรื่อย ๆ ก็ได้
