จูจูยิ้มกว้าง ใบหน้ากลมปรากฏลักยิ้มตื้น ๆ สองข้าง
“เด็กไม่เป็นไรก็ดีแล้ว”
เธอโบกมือแล้วหันกลับไปทางห้องของตัวเอง คนในลานมองตามแผ่นหลังกลมดิกของเธอจนเธอกลับเข้าไปแล้วปิดประตู
เงียบกันอยู่พักใหญ่ ก่อนจะมีคนเอ่ยขึ้น
“ในซุปเมื่อกี้...ใส่น้ำตาลทรายใช่ไหม ฉันได้กลิ่นหวาน ๆ”
“น้ำตาลทราย แป้งสาลีขัดขาว แล้วยังมีไข่ด้วย” ภรรยาทหารอีกคนพูดเสียงเบา “ของสามอย่างนี้เอามารวมกัน ต่อให้เป็นช่วงปีใหม่ที่บ้านฉันยังไม่กล้ากินหรูขนาดนี้เลย”
“เพิ่งมาถึงวันแรกก็ยอมเอาออกมาให้ลูกบ้านอื่นกิน...”
หลายคนมองหน้ากัน คำพูดนินทาที่เพิ่งพูดกันก่อนหน้านี้เหมือนถูกลมพัดมาติดอยู่ตรงคอ กลืนไม่ลง คายก็ไม่ออก
น้องสะใภ้หวังอุ้มลูกลุกขึ้น เธอก้มหน้าใช้มือเช็ดน้ำตาบนใบหน้าอย่างลวก ๆ คำพูดที่เธอเคยพูดตรงหน้าห้องครัวก่อนหน้านี้ย้อนกลับมาทีละคำ ๆ จนใบหน้าร้อนผ่าวเจ็บแสบ
ในห้อง จูจูลงกลอนประตูเรียบร้อยแล้วก็ทิ้งตัวนั่งลงบนเตียงเตา
เธอลูบท้องตัวเอง หิวจัง ซุปแป้งก้อนชามนั้นดื่มไปได้แค่สามคำก็ถูกเสียงเอะอะข้างนอกขัดจังหวะ ส่วนที่เหลือป้อนให้เด็กคนนั้นจนหมด
“เอาเถอะ ซุปชามนี้ถือว่าทำความดีแล้วกัน” จูจูพึมพำ พลางหยิบขนมก้อนอัดออกมาจากมิติพื้นที่หนึ่งห่อ ฉีกห่อแล้วกัดกินสองชิ้นรองท้อง
ขนมแห้งฝืดคอ เธอจึงดื่มน้ำพุวิญญาณตามลงไปสองอึก
เจ้าตัวเล็กสองคนในท้องเริ่มขยับอีกครั้ง เบียดดันผนังท้องเบา ๆ จูจูตบหน้าท้อง “รู้แล้ว ๆ แม่ไม่ได้ปล่อยให้พวกหนูอดหรอก”
เธอพิงกำแพง เคี้ยวขนมไปพลางคิดเรื่องต่าง ๆ ไปพลาง
เรื่องวันนี้นับว่าก้าวข้ามด่านแรกของหมู่บ้านครอบครัวทหารไปได้แล้ว ช่วยชีวิตลูกบ้านเขาไว้ ต่อให้พวกนั้นอยากนินทาเธอก็คงไม่กล้าพูดต่อหน้ากันอีก แต่เรื่องนี้ก็แค่ชั่วคราว หากอยากยืนหยัดในค่ายทหารแห่งนี้ให้มั่นคง อาศัยซุปแค่ชามเดียวยังไม่พอ
