“เฮอะ คุณหลูเหรินฉี ถ้าคุณทำแบบนี้ตั้งแต่แรก เรื่องคงไม่ยุ่งยากขนาดนี้หรอก”
เสียงของเจียงเฟิงดังผ่านโทรศัพท์มา พร้อมรอยยิ้มที่ยากจะคาดเดา
แต่เสียงหัวเราะนั้นกลับทำให้หลูเหรินฉีรู้สึกหนาวเหน็บไปถึงหัวใจ ยิ่งกว่าคำสาปแช่งอันชั่วร้ายใด ๆ
นี่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น แต่เป็นการข่มขู่!
แม่บ้านที่อยู่อีกฝั่งของสายถึงกับมึนงงไปหมด
ลักพาตัวเหรอ?
ในสำนักงานกฎหมายที่ตกแต่งหรูหราแบบนี้เนี่ยนะ?
เธอมองเสี่ยวเล่อที่กำลังเล่นกับฝูงสุนัขอย่างสนุกสนานอยู่กลางห้องโถง แล้วฟังบทสนทนาทางโทรศัพท์ที่ราวกับหลุดมาจากหนัง ชั่วขณะนั้นเธอรู้สึกว่าโลกทั้งใบช่างเหนือจริงเหลือเกิน
เจียงเฟิงไม่ได้พูดอะไรต่อ แค่บอกที่อยู่
“สำนักงานกฎหมายซ่างผิ่น ชั้นยี่สิบเจ็ด ผมให้เวลาคุณครึ่งชั่วโมง”
“พวกคุณรออยู่ตรงนั้นแหละ!”
เสียงของหลูเหรินฉีตึงเครียดราวกับสายพิณที่ใกล้ขาด เธอวางสาย คว้ากุญแจรถแล้วพุ่งออกไปทันที
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ที่หน้าสำนักงานกฎหมายซ่างผิ่น
หลูเหรินฉีบุกเข้ามาพร้อมไอเย็นยะเยือก เมื่อเห็นลูกชายของตัวเองอยู่กลางห้องโถง รายล้อมด้วยลูกสุนัขน่ารักหลายตัว และกำลังหัวเราะคิกคักเพราะหนุ่มสาวในสำนักงานกฎหมายหยอกล้อ หัวใจที่เต้นระทึกอยู่ในลำคอของเธอจึงค่อย ๆ กลับลงไปอยู่ในอก
ร่างกายที่เกร็งเครียดของเธอผ่อนคลายลงทันทีไปกว่าครึ่ง
“สวัสดีครับ คุณหลู”
เจียงเฟิงเดินออกมาจากห้องรับรองด้านข้าง ใบหน้าประดับรอยยิ้มเรียบเฉย พลางยื่นมือขวาออกไปทักทายก่อน
ชิวอิ่งที่ยืนอยู่ข้างเขาก็ยิ้มแล้วพยักหน้าทักทายเช่นกัน ในแววตาซ่อนความสะใจอยู่เล็กน้อย
