เห็นพวกเขาสองคนเงียบกริบ ผมนึกว่าตัวเองถามอะไรที่ไม่ควรถามเข้าเสียแล้ว กำลังทำตัวไม่ถูกอยู่พอดี เหล่าโม่ก็หันไปดึงม่านหน้าต่างปิด
ม่านในสมัยนั้นทำจากผ้าหนา เนื้อแน่น สีสันเรียบง่าย แม้จะกันแสงได้ไม่ดีเท่าม่านทึบแสงสมัยนี้ แต่ก็ทำให้ห้องนอนเล็กมืดลงอย่างรวดเร็ว
จังหวะนั้นเอง นาฬิกาลูกตุ้มเก่าในห้องรับแขกตีบอกเวลาแปดครั้ง พอดีกับแปดโมงเช้า เหล่าโม่จุดเทียนขาวบนโต๊ะทีละเล่ม เรียงเป็นแถว
เปลวเทียนวูบไหว แสงไฟเล็ก ๆ สี่ห้าดวงที่ลุกโชนทำให้บรรยากาศในห้องอุ่นขึ้นเล็กน้อย
ผมเริ่มหาวติด ๆ กัน ง่วงจนอยากนอน ที่น่าสนใจคือ นิสัยนี้ติดตัวมาตั้งแต่เด็ก ทุกครั้งที่ไฟดับที่บ้านก็จะจุดเทียน พอจุดเทียนเมื่อไรก็ง่วงเมื่อนั้น ได้ผลทุกครั้งไม่มีพลาด
เหมยเจินคงเห็นผมง่วงจนหมดเรี่ยวแรง จึงพาไปนั่งข้างเตียง น้ำเสียงอ่อนโยนจนผมรู้สึกเหมือนต้องลมฤดูใบไม้ผลิ เธอบอกว่าอาการง่วงเป็นเรื่องดี อีกเดี๋ยวผมจะฝันยาว
สมองผมเหมือนขึ้นสนิมจนคิดอะไรไม่ออก ได้แต่นั่งงง ๆ ว่าเธอรู้ได้อย่างไรว่าผมจะฝัน แล้วถ้าไม่ฝันล่ะ? เพราะผมเป็นคนหลับสนิทมาก ปกตินอนรวดเดียวจนสว่างโดยไม่ฝัน
แต่ประโยคถัดมาของเหมยเจินก็ตามมาติด ๆ เธอพูดว่า “เสี่ยวสือซาน จะช่วยศิษย์พี่ของเธอได้หรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับความฝันของเธอแล้ว”
พอได้ยิน ผมก็ตื่นเต้นขึ้นมา แต่เปลือกตากลับหนักอึ้งจนแทบลืมไม่ขึ้น
ยังไม่ทันได้พูดอะไร เหล่าโม่ก็ก้มตัวดันจงเฉินเข้าไปด้านใน เตียงกว้างหนึ่งเมตรครึ่ง ยาวหนึ่งเมตรแปดสิบ จึงเหลือที่ว่างให้คนหนึ่งคน
เขาตบไหล่ผมเบา ๆ ตอนยื่นมือมามีกลิ่นหอมจาง ๆ ติดมาด้วย ก่อนจะกำชับว่า “โม่สือซาน ฟังให้ดี มีสองเรื่องที่เจ้าต้องจำไว้ให้แม่น หนึ่ง ไม่ว่าใครจะเรียกชื่อเจ้าก็ห้ามขานรับ สอง ห้ามเรียกชื่อเต็มของจงเฉินเด็ดขาด”
พูดจบ เหล่าโม่ก็ประคองผมให้เอนตัวลงบนเตียง ผมสวมมงกุฎหงส์แข็งทื่อ นอนข้างจงเฉินเคียงกัน ขาทั้งสองข้างถูกจัดให้เหยียดตรง
ตามเหตุผลแล้ว ท่านอนแบบนี้ไม่น่าจะสบาย แต่เรื่องน่าอัศจรรย์ก็อยู่ตรงนี้เอง ตอนนั้นผมรู้สึกง่วงงุนอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พอร่างแตะเตียงก็หลับตาลงได้ทันที
จากนั้นเหมยเจินทิ้งท้ายไว้ว่า “เธอมีเวลาแค่ 90 นาที จำไว้ว่าต้องกลับมาตามเสียงกระดิ่ง”
หลังจากนั้น เสียงรอบตัวค่อย ๆ เบาลงไป ผมรู้สึกตัวอย่างแจ่มชัดว่าตัวเองหลับไปแล้ว
พอลืมตาขึ้นอีกครั้ง ทิวทัศน์รอบข้างก็แปลกตาจนแทบจำไม่ได้ เป็นสถานที่ที่ผมไม่เคยมาเลยสักครั้ง
ตอนนั้นผมมั่นใจว่าตัวเองเข้ามาอยู่ในความฝันแล้ว แต่ผ่านมาตั้งหลายปีก็ยังไม่เข้าใจหลักการของมัน ไม่รู้ว่าเหล่าโม่กับเหมยเจินใช้วิธีอะไร ถึงขั้นสงสัยว่าการที่เหล่าโม่ลูบหัวผมเป็นการล่อลวงเด็กหรือเปล่า
ว่าไปแล้ว ในความฝันนั้นไม่มีทั้งกลางวันและกลางคืน ท้องฟ้าเป็นสีเทาหม่นเจือแดงคล้ำ ชวนให้รู้สึกกดดันจนหายใจไม่ทั่วท้อง ราวกับมีอะไรอุดแน่นอยู่ในอก
ตอนนั้นผมอยู่ในทางเดินที่ทอดยาวสุดลูกหูลูกตา ทางซ้ายเป็นห้องมืดสนิทเรียงต่อกันไปทีละห้อง ไม่สิ ถ้าพูดให้ถูก มันเหมือนคอกกั้นมากกว่า เล็กเกินไป ข้างในไม่มีทั้งไฟและประตู แม้แต่ผนังก็ไม่ได้ฉาบปูน มีแต่ผิวซีเมนต์หยาบกระด้าง
ทางขวามือเป็นหน้าต่างกระจก นอกหน้าต่างคือท้องฟ้าที่ทำให้รู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูกอย่างที่ว่าไป
ดูเหมือนที่นั่นจะไม่มีใครอื่นนอกจากผม ผมจึงเดินไปเรื่อยอย่างไร้จุดหมาย เดินไปสักพักก็พบว่าหน้าห้องมืดทุกห้องมีของประหลาดวางอยู่ ส่วนใหญ่ตั้งชิดกำแพงตรงข้ามประตู
มีไม้กวาดฟาง มีตุ๊กตาตัวเล็กหลากสี...หรือเปล่านะ? อีกอย่างเป็นแท่งสีขาวคล้ายไม้ล่อแมว มีไม้เรียวยาวค้ำอยู่ตรงกลาง ส่วนแถบสีขาวสองข้างห้อยย้อยเหมือนขาปลาหมึก
มารู้ทีหลังว่าของพวกนั้นเรียกว่า “ธงพิธีศพ” ใช้ในงานศพ
ไม่รู้ว่าเดินไปนานเท่าไร จู่ ๆ ก็มีชายชราคนหนึ่งปรากฏอยู่ข้างหน้า เขาเดินสวนผ่านผมไปแล้วค่อยหันมาโบกมือเรียก ร่างกายผมกลับขยับเองอย่างควบคุมไม่ได้ หมุนตัวตาม แล้วก้าวเท้าเดินโซเซตามเขาไป
ชายชราสวมเสื้อแขนสั้นบาง ๆ มือไพล่หลัง หลังค่อมเล็กน้อย ท่วงท่าตอนเดินทำให้ผมรู้สึกคุ้นตา คล้ายคุณปู่ของผม
เขาเดินเงียบ ๆ ไม่พูดอะไร ส่วนผมก็เอาแต่จ้องแผ่นหลังของเขา ต่อมาผมพลันนึกขึ้นได้ว่าคุณปู่เสียไปตั้งแต่สองปีก่อน หัวใจจึงกระตุกวูบ รีบหมุนตัววิ่งหนีสุดแรง เครื่องประดับที่ห้อยจากมงกุฎบนศีรษะแกว่งกระจุยกระจาย แต่ผมก็ยังสวมชุดเจ้าสาวสีแดงอยู่
ผมกลัวจนอยากวิ่งไปให้ถึงปลายทางเดินยาว ใครจะคิดว่าที่บ้า ๆ นี่ไม่มีปลายทางเลย!
แปลกดี ในความฝันไม่ว่าผมจะวิ่งอย่างไรก็ไม่เหนื่อย มีเพียงความอึดอัดที่ถาโถมไม่สิ้นสุด แม้ตอนนี้นึกย้อนกลับไปก็ยังหอบหายใจแรง
ไม่นานฉากรอบตัวก็เปลี่ยนไป ทางเดินกับห้องมืดหายไป กลายเป็นป่าผืนหนึ่ง
ให้ตายเถอะ ป่าสีเทาหม่นแบบนี้ทำเอาผมเปิดหูเปิดตาจริง ๆ
ไม่มีสีเขียวแม้แต่น้อย แต่กลับได้ยินเสียงใบไม้ไหวซู่ซ่าอยู่ตลอด
ผมแยกทิศเหนือใต้ไม่ออกเลยสักนิด พื้นใต้เท้าก็ไร้สัมผัส คนที่เคยขึ้นเขาย่อมรู้ว่าพื้นในป่าต้องขรุขระไม่เรียบ แต่ความรู้สึกตอนเหยียบพื้นในฝันของผมกลับเหมือนเหยียบลงบนความว่างเปล่า
ผมเดินวนอยู่ในป่านานมาก ใกล้จะหลงทางเต็มที ในที่สุดก็เห็นเงาคนอยู่ไกล ๆ
เขาหันหลังให้ เป็นชายร่างสูงใหญ่กำยำ มือถือกระบี่ยาว สวมชุดขุนนางสีแดงชาดตัวหลวมกับกางเกงสีเหลืองอมส้มตัวพอง ขาสวมรองเท้าผ้าสีดำสูงถึงน่อง พื้นรองเท้าสีขาวหนาเป็นพิเศษ
ผมยังเดินไปไม่ถึง เขาก็ค่อย ๆ หันกลับมา ลวดลายสีแดง ดำ และขาวที่วาดบนใบหน้าทำให้ผมตะลึงงัน นั่นไม่ใช่หน้ากากอำมหิตที่เหมยเจินวาดให้จงเฉินหรอกหรือ?
แต่...ไม่นับลายที่วาดบนหน้าแล้ว ทั้งส่วนสูงและรูปร่างตรงไหนที่เหมือนจงเฉินบ้าง?
ผมกลัวจนไม่กล้าเข้าใกล้ คิดจะเรียกชื่อเขาเพื่อพิสูจน์ดู แต่ยังพูดคำว่า “จง” ไม่ทันจบ คำกำชับเข้มงวดของเหล่าโม่ก็ผุดขึ้นมาในหัว ห้ามเรียกชื่อเต็มของจงเฉิน
ผมจึงเรียกเสียงเบา ๆ ว่า “พี่”
ชายร่างกำยำขมวดคิ้วเล็กน้อย ดวงตาคมกริบราวคบเพลิงจับจ้องมาที่ผม จนขาแทบอ่อนแรง
แล้วเขาก็เดินมา ก้าวยาว ๆ ตรงเข้าหาผม
ผมอยากหนีใจจะขาด! มองยังไงผู้ชายคนนั้นก็ไม่เหมือนจงเฉินเลยสักนิด
ทันใดนั้นเอง ลมแรงประหลาดพัดขึ้นในป่า เสียงเรียกอย่างร้อนรนดังแว่วมากับสายลม เสียงนั้นเป็นของเหมยเจิน แต่สิ่งที่เธอเรียกกลับเป็นชื่อจริงของผม
น้ำเสียงของเธอปนสะอื้น ฟังแล้วใจผมแทบสลาย เกือบอดใจไม่ไหวจะขานตอบ โชคดีที่นึกขึ้นได้ว่าเหมยเจินตัวจริงไม่มีทางรู้ว่าผมชื่ออะไร
ลมยิ่งแรง เสียงก็ยิ่งดัง ก้องรอบตัวจากทุกทิศทางจนแก้วหูแทบปวด
ในจังหวะนั้นเอง ชายร่างกำยำข้าง ๆ เริ่มร่ายรำกระบี่ ท่วงท่าของเขาพลิ้วไหวเกินคาด เท้าที่สวมรองเท้าดำขยับสลับก้าว ย่ำเบา ๆ เคลื่อนไปมา คล้ายกำลังร่ายรำตามท่วงท่าบางอย่าง
เขาเปล่งเสียงกังวานท่องว่า:
“ก้าวแรก! มือกุมกระบี่เทพ สะเทือนตำแหน่งสูงส่ง”
“ก้าวที่สอง! ตำแหน่งซวิ่นกับวังเจิ้น ต้องผนึกเขตแดน”
...
พูดตามตรง ตอนผมเพิ่งอายุครบ 18 ปี ไม่เพียงร่างกายอ่อนแอ ความรู้ก็ยังต่ำต้อย ผมไม่มีทางเข้าใจเนื้อหาที่เขาท่องได้แม้แต่น้อย
แต่ทุกถ้อยคำกลับผุดขึ้นในใจอย่างชัดเจน ราวกับตราประทับที่ไม่มีวันลืม
เขาท่องทั้งหมดเจ็ดประโยค พอเสียงสุดท้ายจบลง ลมก็หยุด ทุกสรรพเสียงเงียบงัน สงัดเสียจนชวนขนลุก
ทว่าผมกลับเกิดลางสังหรณ์ร้ายที่ไม่อาจมองข้ามขึ้นมา
