“นี่มันเอาชีวิตกันชัด ๆ! เที่ยงวันแสก ๆ ยังต้องเดินไปอำเภอ ร้อนชะมัด!”
ทั้งสามเดินอยู่บนทางหลวง แดดเที่ยงวันส่องลงมาตรง ๆ จนรู้สึกราวกับกำลังอยู่ในเตาหลอมยาไท่ซ่างเหล่าจวิน
หัวไช่เจ้าหมูอ้วน เดินโซเซไปมาเหมือนคนเมา ดูหงอยเหงาไร้เรี่ยวแรง แถมยังบ่นไม่หยุด
หลี่ฉางชิงเองก็ร้อนจนแทบไม่ไหว ตอนแรกคิดว่าพอวางกับดักเสร็จตั้งแต่เช้า ก็จะกลับบ้านไปทำเพิงเสียหน่อย ใครจะคิดว่าจะจับนกเขาลายได้ตั้งเยอะ นกเขาลายยังพอว่า เอากลับไปเลี้ยงไว้ที่บ้านโดยใช้กระบุงครอบก็ได้ แต่ใครจะไปคิดว่าจะจับงูได้อีก
งูน่ะเขาไม่กล้าเอากลับบ้านจริง ๆ แค่นึกก็ขนลุกแล้ว
ยังดีที่เด็กชนบทสมัยนั้นอึดกันมาก ตอนเด็ก ๆ แดดแรงแค่ไหนก็ยังวิ่งเล่นไปทั่วภูเขา คราวนี้ไม่เป็นลมแดดก็นับว่าโชคดีมากแล้ว
พอเดินผ่านร้านขายของชำเล็ก ๆ ริมทางหลวง หลี่ฉางชิงก็ยังแวะซื้อไอติมแท่งสามแท่งในราคาไม่กี่เฟิน
ที่เรียกว่าไอติมแท่ง ที่จริงก็แค่น้ำต้มสุกที่ปล่อยให้เย็น ใส่ใบสะระแหน่กับขัณฑสกรแล้วแช่แข็งเองเท่านั้น
แต่ของหวานเย็นชื่นใจแบบนี้ช่วยคลายร้อนได้ดี คนชนบทเลยชอบกันมาก ถึงอย่างไรตอนนี้คนที่ซื้อเครื่องทำความเย็นไหวก็มีไม่กี่คน
“ว่าแต่ อากาศอบอ้าวแบบนี้ ฝนจะตกหรือเปล่า?” เจ้าลิงเงยหน้ามองฟ้า หรี่ตาพูด
หลี่ฉางชิงเงยหน้ามองตาม เห็นเมฆดำอยู่หลายก้อน แต่ดวงอาทิตย์ยังลอยเด่นอยู่บนฟ้า
“ท่าทางจะมีฝนแดดนะ” หลี่ฉางชิงพึมพำ “พวกเราต้องรีบแล้ว! ถ้าฝนตกจริง ฉันก็ไม่มีที่พักหรอก กลับไปบ้านเก่าคงโดนพ่อหัวเราะเยาะจนตายแน่!”
ฝนแดดเป็นคำเรียกภาษาถิ่น หมายถึงฝนที่ตกลงมาอย่างกะทันหันในวันที่แดดจัด บางครั้งก็เป็นฝนที่ตกพร้อมแดด ช่วงแบบนี้ต้องรีบเก็บพืชผลที่ตากไว้ โดยเฉพาะข้าวเปลือก
