เป็นเวลาบ่ายสามโมงเศษ พระอาทิตย์แผดเผาจนร้อนจัด หลี่ฉางชิงก้าวออกจากห้องโถงกลางบ้าน ก็รู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่พัดปะทะใบหน้า
เขายิ่งรู้สึกว่าอุณหภูมิสูงทำให้รอยแผลบนร่างเจ็บแสบมากขึ้น
ช่วงเดือนแปดเดือนเก้าเป็นฤดูเก็บเกี่ยวข้าว ถนนซีเมนต์หน้าบ้านตากเมล็ดข้าวสุกเหลืองอร่ามไว้ไม่น้อย ล้วนเป็นข้าวที่บ้านตากไว้ตลอดครึ่งเดือนนี้
หลี่ฉางชิงเงยหน้าหยีตามองดวงอาทิตย์ อากาศร้อนเช่นนี้ แค่เดินออกนอกบ้านรอบเดียวก็เหมือนจะถูกแดดเผาจนสุก
ที่จริงเมื่อครู่ข้างคอกหมูมีประตูข้างเข้าสู่ป่าไผ่หลังบ้านได้ ที่นั่นจะเย็นสบายกว่าเยอะ
แต่ป่าไผ่หลังบ้านนี้เล็กเกินไป แค่ไม่กี่สิบตารางเมตร ไม่ค่อยมีตุ่นไม้ไผ่ แถมป่าไผ่ส่วนใหญ่ยังเป็นของคุณลุง
คุณลุงแม้ขาเป๋ แต่หาใช่คนดีแต่อย่างใด หากถูกพบว่าเดินเล่นในป่าไผ่ของเขา ย่อมต้องถูกด่าให้เจ็บหูแน่
ครอบครัวคุณลุงรังแกบ้านตัวเองมาหลายสิบปี ชาตินี้ต้องหาทางเอาคืน ไม่อย่างนั้นหาตังค์ได้ก็อยู่ไม่เป็นสุข
หลี่ฉางชิงเตรียมข้ามนาขั้นบันไดเล็ก ๆ หน้าหมู่บ้านกว่า 10 แปลง ไปยังป่าไผ่บนเนินเขาฝั่งตรงข้าม ห่างไปเพียงไม่กี่ร้อยเมตร
เงยหน้ามองไป ในนาขั้นบันไดยังมีคนเกี่ยวข้าวและนวดข้าวไม่น้อย
ในหมู่บ้านปกติจะออกไปนวดข้าวตอนเช้าที่อากาศเย็นและพลบค่ำ แต่บางบ้านข้าวสุกทีหลัง ช่วงนี้เพื่อเร่งงานจึงยอมลงนาแม้แดดจ้า
หลี่ฉางชิงได้ยินเสียงหึ่ง ๆ เป็นจังหวะของเครื่องนวดข้าวแบบใช้เท้าเหยียบจากระยะหลายร้อยเมตร
ในนาที่เกี่ยวข้าวเหลือแต่ตอซัง ยังเห็นปลาจำนวนมากเร่งว่ายพุ่งตัวหรือกระโดดขึ้นเหนือน้ำบ้างเป็นครั้งคราว
บนคันนายังมีกุ้งแม่น้ำตัวเล็ก ๆ เกาะอยู่บนวัชพืชหรือโคลนหาอาหารไม่น้อย
ยุค 80-90 ชนบทเต็มไปด้วยชีวิตชีวา ในสายตาหลี่ฉางชิงนี่มันภูเขาทองภูเขาเงินทั้งนั้น!
เพียงแต่ตอนเดินผ่านคันนา ชาวบ้านพากันมองด้วยสายตาประหลาดใจ
เพราะหลี่ฉางชิง คนเกียจคร้านมือไม่เคยจับงาน ไม่ทำงานบ้านไร่เลยสักนิด เอาแต่วิ่งเข้าเมืองทุกวัน กลับสะพายตะกร้าขึ้นหลัง
ป้าคนหนึ่งมือหนึ่งถือเคียวยืนเท้าสะเอว มือหนึ่งดึงผ้าขนหนูบนบ่าเช็ดเหงื่อบนใบหน้า ตะโกนถามหลี่ฉางชิงว่า:
“ฉางชิงเอ๋ย ข้าวบ้านเมื่อวานซืนก็เสร็จแล้ว นี่สะพายตะกร้าจะไปไหนน่ะ!”
คุณลุงข้าง ๆ ก็เงยหน้าขึ้น แซวว่า: “คนกรุงน่ะ วันนี้ไม่เข้ากรุงรึ?”
หลี่ฉางชิงได้ยินก็แค่ยิ้ม ๆ ความขี้เกียจของตนน่ะดังระบือ เพื่อนบ้านชอบเอาเขามาล้อเล่น เขาก็ไม่ถือสา
แล้วก็พูดว่า: “ก็เห็นว่าน้องสาวจะเข้ามหาวิทยาลัยแล้วนี่! เลยกะจะหาของป่าให้นางบำรุงหน่อย! เข้ามหาวิทยาลัยแล้ว ก็ไม่ได้กินพวกนี้แล้วล่ะ”
เขาไม่ได้บอกว่าทำเพื่อหาเงิน บอกไปเขาก็ไม่มีใครเชื่อ
คุณลุงคนนั้นเลิกคิ้ว ยิ้มแล้วว่า: “จริงด้วย! น้องสาวแกนี่มันเก่งจริง! เป็นคนแรกในหมู่บ้านเราที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยได้! ตั้งแต่เล็กแกก็ดีกับน้องสาวนะ วันนี้ยังคิดจะหาของอร่อยให้นางอีก!”
ก็มีคนยิ้มพลางว่า: “เลี้ยงนักศึกษานี่ต้องใช้ตังค์ไม่น้อยหรอกนะ ค่ากินอยู่เดือนหนึ่งก็สามสี่สิบแล้ว น้องสาวแกจะไปเรียนมหาวิทยาลัยจริง ๆ น่ะหรือ?”
ใคร ๆ ก็รู้ว่าบ้านหลี่มีคนสอบติดมหาวิทยาลัย แต่ใคร ๆ ก็คิดว่าบ้านหลี่เลี้ยงไม่ไหว
เพราะแม้แต่งานเลี้ยงฉลองสอบติดก็ยังไม่ได้จัด
ไม่ไกลออกไป มีคนที่ยุ่งอยู่ในนาอีกแปลงตะโกนว่า: “น้องสาวแกสอบติดมหาวิทยาลัยนะ ไม่ได้จัดโต๊ะดี ๆ ในหมู่บ้านให้สักหน่อย ฉางชิง นี่แกไม่จัดเพิ่มหน่อย ชวนคนรอบข้างมากินด้วยกันสักมื้อ?”
หลี่ฉางชิงเพิ่งนึกได้ว่า ตามธรรมเนียมแล้วต้องจัดเลี้ยง โดยเฉพาะคนแรกของหมู่บ้านที่สอบติดมหาวิทยาลัย ปกติก็ต้องจัดสักสองสามโต๊ะ
เพียงแต่บ้านตัวเองฐานะไม่ดีจริง ๆ จึงไม่ได้วุ่นวายจัด
แต่น้องสาวก็เก่งจริง ควรรู้ไว้ว่าตอนนี้สอบเข้ามหาวิทยาลัยยากนัก หนักกว่านั้นสำหรับผู้หญิง
เด็กผู้หญิงชนบทปกติจะเรียนถึงประถมหรือมัธยมต้นก็กลับบ้านทำงาน เข้าเรียนอาชีวะยังน้อย
แต่ น้องสาวตัวเองกลับทำได้!
นี่เป็นเรื่องก้องเกียรติวงศ์ตระกูล สมควรฉลอง!
“ไม่ใช่ว่าไม่จัดเลี้นง ก็กะรอให้ใกล้เปิดเทอมค่อยเชิญพวกมาก่อนไง! เย็นมะรืนนี้ มากินข้าวบ้านข้าทุกคน! จะว่าเป็นปลาใหญ่เนื้อโตไม่ได้ แต่มาร่วมสนุกกันให้ครึกครื้นนะ”
ชาติก่อน หลี่ถิงถิงเพราะตัวเองเลยไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย นั่นคือสิ่งที่เขาติดค้างนาง ชาตินี้ สิ่งที่ควรมีก็ต้องมี!
ทั่วภูเขาเต็มไปด้วยของกินทั้งนั้น ยังไงก็เชิญคนทั้งหมู่บ้านมากินโต๊ะได้ ให้ตระกูลหลี่มีหน้าตา!
“ดี! พวกข้ารออยู่นะ!”
“ฉางชิง ถึงตอนนั้นอย่าไล่พวกคนแก่ ๆ อย่างพวกข้าล่ะ!”
ชาวบ้านก็ยิ้มไปด้วย ในคำพูดเจือไปด้วยการแซวมากกว่า
พวกเขารู้สภาพบ้านหลี่ เงินค่าเทอมยังหาแทบไม่ได้ จะมีเงินมาจัดโต๊ะได้ยังไง ดังนั้นในใจจึงไม่ค่อยได้คิดจริงจัง
พูดคุยกันไปเรื่อย หลี่ฉางชิงก็ค่อย ๆ ห่างจากนาขั้นบันได
เห็นเขาเดินไปไกลแล้ว ชาวบ้านก็เริ่มวุ่นกับงานต่อ
หลี่ฉางชิงมาถึงเชิงเขา ข้างหน้าเป็นแม่น้ำ กว้างแค่สามสี่เมตร น้ำในนารอบ ๆ โดยพื้นฐานก็สูบจากที่นี่
หน้าหลี่ฉางชิงเป็นสะพานปูน ฝั่งตรงข้ามแม่น้ำเล็กเป็นเนินเขาขนาดย่อมตามแบบพื้นที่เนินเขาทางตะวันออกเฉียงใต้ของเสฉวน
นี่เป็นเขาร้างลูกเล็ก ขอบนอกค่อนข้างโล้น มีแต่วัชพืช ไม่ค่อยมีต้นไม้ใหญ่
นี่ก็ถูกชาวบ้านตัดฟืนตัดเป็นเช่นนี้ เพราะใช้เตาฟืน ความต้องการไม้ฟืนมีมาก เขาใกล้ ๆ ที่ไม่ได้ทำนา ก็เป็นแบบนี้
ถ้าเดินขึ้นไปข้างบนอีกโดยพื้นฐานก็ไม่มีทางแล้ว เต็มไปด้วยวัชพืช พุ่มไม้ ต้นไม้ใหญ่ ถ้าไม่บุกเบิกทางก็แทบก้าวไม่ออก
แน่นอน ที่มากที่สุดคือไผ่ สนแผง และต้นสาเกป่า ยังมีต้นไม้ทั่วไปที่หลี่ฉางชิงไม่รู้จักอีก
เงยหน้ากำหนดตำแหน่งป่าไผ่ไว้ นั่นคือปลายทางเดิม แต่ตอนนี้ไม่รีบ เพราะขึ้นเขาไปสิบกว่าเมตรมีดงอ้อเป็นหย่อมใหญ่
หลี่ฉางชิงข้ามสะพาน ไม่ลังเลที่จะหันไปยังตำแหน่งดงอ้อ เมื่อเทียบกับเขาร้างที่วัชพืชขึ้นรกเดินยาก เขายอมลองโชคที่ตีนเขาก่อน
อ้อเป็นพืชที่ชอบขึ้นเป็นกอ ๆ อยู่ที่เดียวกัน เชื่อมต่อเป็นผืน
ใบของมันคมกริบ บาดผิวหนังง่ายมาก
หลี่ฉางชิงเข้าไปใกล้ วางตะกร้าบนพื้น เริ่มก้มตัวหลบใบอย่างระมัดระวัง ก้มหัวมองหาร่องรอยตุ่นไม้ไผ่บนพื้น
แม้ผ่านมาหลายสิบปี แต่หลี่ฉางชิงก็ยังไม่ลืมวิธีหาตุ่นไม้ไผ่
ป่าไผ่ลำเล็กหรือพื้นที่ดงอ้อเป็นผืน โดยเฉพาะบนไหล่เขาที่อ้อขึ้นเป็นดง เหล่านี้คือที่อยู่อาศัยหลักของตุ่นไม้ไผ่
หากพบในป่าไผ่หรือดงอ้อมีพืชตายเป็นหย่อม ๆ โดยไร้สาเหตุและมีโพรง ก็โดยพื้นฐานแล้วมีตุ่นไม้ไผ่เข้าออก
โพรงของตุ่นไม้ไผ่แยกแยะง่าย หากปากโพรงถูกปิดด้วยดินใหม่หรือซากพืช กองดินชื้นและนิ่ม ก็แสดงว่ามีตัว
ปากโพรงเปิดอ้า กองดินแห้งและยุบ หรือมีใบไม้ร่วง ก็แปลว่าย้ายบ้านไปแล้ว
การจับตุ่นไม้ไผ่มีหลายวิธี ที่พบบ่อยคือวางกับดัก ใส่น้ำ รมควัน และขุดตรง ๆ
หากขุดตรง ๆ แล้วโพรงมันลึกมาก หลายครั้งก็เสียเวลาเปล่า
สิ่งที่หลี่ฉางชิงจะทำก็คือลองโชค ช่วงเดือน 8-10 เป็นฤดูผสมพันธุ์พอดี โชคดีก็เจอตุ่นที่เพิ่งย้ายบ้านมาผสมพันธุ์หรือเตรียมผสมพันธุ์ ทำให้โพรงค่อนข้างตื้น ขุดตรง ๆ ได้เลย
แน่นอน ถ้ารมควันแล้วรมออกมาได้ก็ย่อมดีที่สุด
แต่ฤดูนี้ จุดไฟไม่ปลอดภัย จุดไฟเผาภูเขา ติดคุกยันตายเลยนะ!
พอก้มหัวนี้ ก็เห็นโพรงหนึ่งจริง ๆ
ปากโพรงยังถูกปิดด้วยดินสด ๆ ชื้นและส่งกลิ่นดิน ตัดสินได้ว่าตุ่นไม้ไผ่อยู่บ้าน
ตุ่นไม้ไผ่มีโพรงเข้าออก โพรงทิ้งขยะ และโพรงหนี โพรงมีหลายรู ต้องหาดูโพรงอื่นให้เจอแล้วอัดให้ตาย
หลี่ฉางชิงเดินหาอยู่รอบดงอ้อหนึ่งรอบ ก็พบโพรงอื่นอีกหลายรูจริง ๆ
“น่าจะชัวร์แล้ว! เริ่มทำกัน!”
หลี่ฉางชิงวางตะกร้า หยิบจอบขุดดินข้าง ๆ เอาดินที่ขุดขึ้นมาพูนลงบนปากโพรง แล้วใช้หลังจอบทุบให้แน่นหนัก
เช่นนี้ โพรงที่เกินมาก็ถูกอุดแน่นสนิท
หลี่ฉางชิงตรงไปยังปากโพรงแรก ถ่มน้ำลายใส่อุ้งมือ กวัดแกว่งจอบก็ขุดเลย
รากหญ้าเยอะ แถมเป็นเขาร้าง ดินค่อนข้างแน่น ขุดยังไงก็เปลืองแรง
โชคดีที่ไหล่เขาเป็นทางลาด เทียบกับขุดดิ่งลงในที่ราบ ก็ง่ายกว่าเยอะ!
นึกไม่ถึงว่าขุดได้แค่สองสามนาทีก็ขุดเจอใบไผ่สด ๆ นี่ทำให้ดวงตาหลี่ฉางชิงสว่างวาบ!
ที่กองอาหารก็คือรัง น่าจะเป็นเสบียงที่กักตุนไว้สำหรับเตรียมผสมพันธุ์ช่วงสองวันนี้ ข้าง ๆ ยังมีโพรงมุดลงไปทางด้านล่างด้านหลัง
หลี่ฉางชิงขุดต่อ เหงื่อออกเต็มตัว เหงื่อซึมเข้าแผลที่โดนตีบนร่าง ทั้งคันทั้งเจ็บ แต่เขาก็ยังสนุกไม่รู้เบื่อ
ไม่มีอะไรตื่นเต้นเท่าการหาเงินได้!
“อู๋! อู๋!”
ยังไม่ทันขุดลงไปกี่จอบ ก็ได้ยินเสียงตุ่นไม้ไผ่ เสียงตุ่นไม้ไผ่คล้ายเสียงขู่แยกเขี้ยวของหมา
เห็นมีอะไรบางอย่างดุนดินใต้กองดินแดงที่ถูกขุดพัง ต่อจากนั้นก็มีฟันหน้าสีเหลืองสองซี่โผล่ขึ้นมาจากดิน
หลี่ฉางชิงรีบปัดดินรอบ ๆ ออก ตุ่นไม้ไผ่ที่เผยให้เห็นทำให้เขาตาโต!
“ใหญ่ขนาดนี้!”
หลี่ฉางชิงตกใจทันทีที่เห็นตุ่นไม้ไผ่!
ชาติก่อนที่จับได้ก็ตัวละสองสามชั่ง แต่ดูหัวของตัวนี้แล้ว คงเอาการอยู่ที่ห้าหกชั่ง!
หนูยักษ์ชัด ๆ!
หลี่ฉางชิงไม่รอรั้ง รีบเอาจอบกดหัวมันไว้ ถึงได้ยื่นมือไปจับคอมัน!
เจ้าสิ่งนี้ แรงกัดน่าตกใจ หากไม่ระวัง นิ้วมือก็ถูกกัดขาดได้!
จับคอไว้แล้ว ตุ่นไม้ไผ่ยังคงส่งเสียงร้องอู๋อู๋ต่อ
หลี่ฉางชิงออกแรงลากมันออกมาจากรู ยกขึ้นกลางอากาศ!
ตุ่นไม้ไผ่สีเทาตัวใหญ่โต ดิ้นรนและร้องขู่ไม่หยุด หลี่ฉางชิงเห็นแล้วตื่นเต้นยิ่ง!
“ท่านเทวา! นี่มันห้าหกชั่งได้มั้ง!”
ชั่งละ 9 หยวน ก็เกือบห้าสิบหกสิบแล้ว!
ขณะตื่นเต้น หลี่ฉางชิงก็กลัวมันจะดิ้นแล้วกัดตัวเอง รีบโยนมันเข้าไปในตะกร้า!
ตุ่นไม้ไผ่เดินวนไปมาในตะกร้า จมูกคอยดมกลิ่น ปากส่งเสียงอู๋อู๋เป็นครั้งคราว ดูตื่นตระหนกมาก
พอมาก็มีของได้เลย หลี่ฉางชิงพอใจมาก กำลังจะหันตัวจากไป ไม่คิดว่าจะได้ยินเสียงร้องอีก!