ข้าไม่เข้าใจ!
หลี่ฉางชิงคุกเข่าอยู่บนพื้นดินของห้องโถงกลางบ้านด้วยความงุนงง ในใจพลางคิดว่า ตอนเป็นองครักษ์ตนยังกล้าเอาชีวิตเข้าเสี่ยงเพื่อลูกบ้าน เหตุใดชาติก่อนถึงได้ทำตัวเลวร้ายกับครอบครัวนัก?
ข้างกาย บิดาของหลี่ฉางชิง หลี่เย่าหัว ถือแขนงไผ่ เส้นเลือดบนหน้าผากปูดโปน ชี้หน้าลูกชายผู้คุกเข่าอยู่ ด่าทอไม่หยุด!
“พรุ่งนี้แยกบ้าน! ไอ้ลูกเวร ต่อไปจะเป็นจะตายยังไง ก็ไม่เกี่ยวกับบ้านนี้อีก!”
หลี่ฉางชิงคุกเข่าก้มหน้า กำหมัดแน่น ไม่พูดอะไร
รอบตัวเขาบนพื้นยังมีเศษใบไม้จากแขนงไผ่ที่ถูกฟาดจนกระจายเต็มพื้น ความเจ็บปวดแสบร้อนแล่นไปทั่วร่าง
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าตัวเองที่ผู้คนรังเกียจหมากลัว กลับได้โอกาสมีชีวิตใหม่อีกครั้ง?
เป็นเพราะตนปกป้องลูกบ้านสู้กับคนร้ายจนตาย จึงทำให้สวรรค์ซึ้งใจ ให้โอกาสกลับมาไถ่บาปงั้นหรือ?
ไม่รู้ว่าพ่อกับน้องสาวในชาติก่อน พอรู้ว่าตนตายแล้ว จะดีใจหรือเสียใจ
หลี่เย่าหัวขว้างแขนงไผ่ทิ้งด้วยความโมโห ชี้นิ้วใส่หลี่ฉางชิง
“ข้าไปมีลูกเวรอย่างแกได้ยังไง! ปกติเป็นนักเลงไม่ทำงานก็ช่างเถอะ! 150 หยวนนะ! นี่เงินที่ทั้งบ้านอดออมมากว่าสามปี เพื่อเก็บไว้เป็นค่าเทอมให้น้องสาวเข้ามหาลัย!”
“น้องสาวแกเรียนเก่ง เป็นคนแรกในหมู่บ้านที่มีหวังได้เข้ามหาลัย อุตส่าห์สอบติดแล้ว แกมันสารเลวเอาสตางค์นี่ไปผลาญ!”
หลี่ฉางชิงเงยหน้าขึ้นช้า ๆ ได้เห็นใบหน้าที่คุ้นเคย บิดาผมยังไม่หงอก
หันไปมองไม่ไกลจากหลี่เย่าหัว หลี่ถิงถิงสวมเสื้อเชิ้ตลายดอก ถักเปียหางกระเบน ก้มหน้าจ้องมือสองข้างของตน น้ำตาไหลไม่หยุด
น้องสาวสอบเข้ามหาลัยได้?
ตอนนี้คือ ปี 1988!
“พ่อ ข้า... ข้าไปตัดหญ้าหมู่แล้ว”
พอรู้สึกถึงสายตาของหลี่ฉางชิง หลี่ถิงถิงก็เงยหน้ามอง แล้วเบือนสายตาลงเงียบ ๆ สูดน้ำมูกพลางพูดออกมา
พูดจบก็หมุนตัวเดินจากไป
“ถิงถิง!” จู่ ๆ หลี่ฉางชิงก็เอ่ยขึ้น “ค่าเทอม ข้าจะหาให้ครบเอง!”
หลี่ถิงถิงไม่หยุดฝีเท้า ยกมือเช็ดดวงตา ก้าวลงบันไดริมสวนหย่อมกลางเรือน เงาร่างหายลับไปตรงมุมตึก
หลี่ฉางชิงเข้าใจดี ว่าที่เด็กหญิงตัวน้อยที่เดินตามติดเขาเรียกว่าพี่ท่าน พี่ท่าน มาตั้งแต่เล็ก คราวนี้ถูกเขาทำร้ายจนเจ็บปวดถึงทรวงจริง ๆ
“หาเชี้ยวอะไรหา!” หลี่เย่าหัวตวาดอีกครั้ง แววตาฉายแววสังหาร แม้เพิ่งใช้แขนงไผ่เฆี่ยนไปตั้งนาน ไฟโทสะก็ยังไม่ดับ
“แกอายุ 19 แล้ว งานในบ้านไม่เคยแตะ! จบมัธยมต้นมาสี่ปี ทำตัวเป็นนักเลงทุกวัน! ไร้ประโยชน์ หาเงินเอาอะไรมาหา? ถิงถิงอีกสามวันก็ต้องไปรายงานตัวแล้ว ต่อให้ไปหยิบยืมเงินก็ไม่ทัน!”
“อย่านึกว่าข้าไม่รู้ว่าแกคิดอะไร! แกคิดว่าพูดแค่นี้ ข้าจะใจอ่อนงั้นสิ? พรุ่งนี้ไปแยกบ้าน คราวนี้แม่แกก็ห้ามไม่อยู่! จากนี้แกไสหัวไปไกล ๆ! อดตายก็ไปตายไกล ๆ! บ้านนี้ ไม่ต้อนรับแก!”
หลี่เย่าหัวพูดทีละคำ ๆ อย่างเหี้ยมโหดที่สุด ทุกคำล้วนเต็มไปด้วยความผิดหวังและโกรธแค้นที่มีต่อหลี่ฉางชิง
ปกติเที่ยวเล่นไม่ช่วยงานบ้านก็แล้วไป ช่วงคับขันยังมาทำเรื่องพังอีก ลูกชายแบบนี้ไม่เอาก็ได้!
หลี่ฉางชิงที่คุกเข่าอยู่ไม่โต้แย้งหรือโกรธเคือง ได้แต่ยอมรับความโกรธของพ่อเงียบ ๆ
เขารู้ว่าชาติก่อนตนมันเลวร้ายเพียงไหน
เรียนไม่เอาไหน จบมัธยมต้นก็เริ่มเป็นนักเลง เร่ร่อนไปทั่ว
แม้จะไม่ทำเรื่องลักเล็กขโมยน้อย แต่ก็ไม่ทำประโยชน์ ในยุคที่แค่มีข้าวอิ่มท้องยังยากเย็น ทุกคนในบ้านตรากตรำทำงาน กลับต้องมีปากคอยป้อนอีกหนึ่งปาก
ในสมัยนี้ เกียจคร้านกินฟรี คือบาปใหญ่ที่สุด
ปกติพ่อก็ตีด่าบอกว่าขี้เกียจ แต่ไม่ได้ทำผิดร้ายแรงอะไร บวกกับอายุยังไม่มาก ก็แค่ตีแล้วจบไป
แต่คราวนี้ขโมยค่าเทียมน้องสาวไปผลาญหมด นับเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่หักหลังอูฐ อายุ 19 แถมยังทำตัวแบบนี้ ใครเจอลูกชายขี้แพ้แบบนี้ก็ต้องโกรธ
อีกสามวัน หลี่ถิงถิงก็ต้องไปรายงานตัวที่มหาลัยในเมืองเอก ถ้าไม่มีค่าเทียมกับค่ากินอยู่ มหาลัยก็เข้าไม่ได้
ในวันนี้ของชาติก่อน พ่อกลับบ้านมาเตรียมจะให้สตางค์ถิงถิงไปซื้อตั๋วรถไฟพรุ่งนี้ กลับพบว่าเงินที่เตรียมไว้ล่วงหน้าหายไป ถึงได้จับเขาได้
“อืม ได้” หลี่ฉางชิงรับปาก ตอนนี้ไม่อาจสานความสัมพันธ์กับพวกเขาได้ ต้องค่อยเป็นค่อยไป
“หึ!” หลี่เย่าหัวหัวเราะเย็น ๆ แล้วเดินจากไป ในนายังมีงานอีกกอง ไม่อยากเสียเวลากับลูกชายขี้แพ้คนนี้ ทั้งบ้านยังต้องกินต้องใช้
“ฮู้ว!” พอเสียงฝีเท้าเดินไกลออกไป หลี่ฉางชิงถึงได้ถอนหายใจยาว ปู่ย่ากับแม่ไปทำงานที่นากันหมด ไม่งั้นคงโดนพิพากษาทั้งบ้าน
มองดูผนังดินโบราณที่คุ้นตา และกระเบื้องสีเขียวบนหลังคาชายคาที่เผยให้เห็นเหนือสวนหย่อมกลางเรือน หลี่ฉางชิงยอมรับความจริงที่ว่าตนได้เกิดใหม่แล้ว
ลุกขึ้นจากพื้น พลันสะบัดโดนบาดแผลตามตัว ความเจ็บแสบร้อนผ่าวแล่นขึ้นมา
“ซี้ด~”
เปิดเสื้อที่หน้าท้องขึ้น ร่องรอยสีแดงมีเลือดซึมอยู่บนสีข้าง พอถลกขากางเกงขึ้น ก็พบรอยเฆี่ยนสีแดงอีกสิบกว่าเส้น เมื่อครู่พ่อเฆี่ยนเขาจนแทบจะตาย!
ตอนเพิ่งเกิดใหม่ตื่นเต้นเกิน ไม่รู้สึกเจ็บเท่าไร ตอนนี้ทั่วร่างร้อนผ่าว เจ็บจนสูดลมหายใจเย็นตลอด
“ไอ้แก่เล่นเอาเป็นเอาตายเชียว!” หลี่ฉางชิงเจ็บจนต้องหรี่ตา ยกชายเสื้อกับกางเกงขึ้นพัดโบก หวังให้ลมช่วยบรรเทาบาดแผลให้สบายขึ้น
“แต่เรื่องเร่งด่วนตอนนี้คือต้องหาทางหาเงิน!”
ชาติก่อนหลังจากแยกบ้าน ตนไม่มีที่ซุกหัวนอนด้วยซ้ำ พ่อแค่ให้เงินเชิงสัญลักษณ์ไม่กี่หยวนก็ไม่เหลียวแลอีกแล้ว อย่างที่หลี่เย่าหัวว่า 150 หยวนก็เอาไปแล้ว ยังจะเอาอะไรอีก?
นั่นเป็นเหตุให้หลังแยกบ้านได้แต่ร่อนเร่ในหมู่บ้าน ไม่กี่วันแรก ตอนกลางคืนแอบย่องกลับไปนอนใต้ชายคาหน้าบ้าน ก็ยังถูกพ่อไล่ตะเพิดด้วยไม้คาน
ตอนนั้นตนเลือดร้อนนัก โกรธจัดจึงหนีไปทำงานที่เขตกว่างตงและกว่างซี สุดท้ายก็ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวันหนึ่ง ๆ พอแก่ตัวเลยไปเป็นองครักษ์ แล้วดันมาสู้กับคนร้ายตายทะลุมิติกลับมาเสียอย่างนั้น
“หาเงิน! หาเงิน! หาเงินให้มันได้! ไม่งั้นวันมะรืนก็ต้องนอนลานดินกลางแจ้ง!”
แต่ตอนนี้ไม่มีเงินติดตัวแม้แต่แดงเดียว เงินทุนไม่มีเลย แถวนี้มณฑลเสฉวน คนงานได้เดือนละร้อยกว่าหยวน
คนชนบทอย่างพวกเขายิ่งน้อยใหญ่ รับจ้างรายวันวันละแค่หนึ่งสองหยวน แถมไม่ใช่ว่ามีงานให้ทำทุกวัน
ทั้งบ้านเขารายได้ทั้งปีก็แค่ห้าหกร้อยหยวน นี่ยังเป็นผลจากการที่พ่อแม่ ปู่ย่า บวกกับน้องสาวที่เรียนหนังสือ รวมห้าคนช่วยกันทำงาน กินอยู่อย่างอดออม
หาเงินให้ได้เกือบครึ่งรายได้ทั้งบ้านภายในสามวัน... ออกจะไม่สมจริงไปหน่อย
ชาติก่อนตนก็ไม่มีความสามารถอะไร ตอนหนุ่ม ๆ เข้าโรงงาน แก่ไปเป็นองครักษ์ ทักษะอะไรก็ไม่มี
แต่...
เขตภูเขาเตี้ยทางตะวันออกเฉียงใต้ของเสฉวน มีแม่น้ำและภูเขามากมาย อุดมด้วยของป่าและสัตว์ป่านานา
ช่วงหลายปีแห่งการปฏิรูปเปิดประเทศนี้ พวกคนรวยในเมืองต้องการของพวกนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
บางทีอาจอาศัยของพวกนี้หาเงินได้ คิดได้ดังนั้น หลี่ฉางชิงก็รู้สึกตื่นตัวขึ้นมา!
คนสมัยนี้ หน้านาเร่งทำนา หน้านาว่างก็ไปรับจ้างในเมือง ยกเว้นเด็ก ๆ กับพวกนักเลงแบบตน น้อยนักที่หนุ่มฉกรรจ์จะมีเวลาว่างไปจับปลาล่ากุ้งหาของป่า
มีก็แค่วันเกี่ยวข้าว หรือตอนฝนตกไม่มีอะไรทำ ถึงจะไปลุยนาเก็บกุ้งหอยปลาเล็กน้อย
ตนว่างทุกวัน เบื่อจนจะแย่ จับปลาล่ากุ้ง หรือวางกับดักอะไรพวกนี้ก็พอเป็นอยู่บ้าง
เพียงแต่ชาติก่อนตนทำไปเพราะเห็นแก่กินแก่เล่นแท้ ๆ ไม่เคยคิดเอาไปขาย สมควรแล้วที่ชาติก่อนถึงได้ซวยขนาดนั้น
เงยหน้ามองห้องของพ่อแม่ ประตูล็อกแล้ว ข้างในมีปืนดินปืนหนึ่งที่พ่อใช้ล่ากระต่ายป่าและไก่ฟ้า
ตนใช้ปืนล่าสัตว์ไม่เป็น ดังนั้นพวกกระต่ายป่าไก่ฟ้าที่วิ่งเร็ว ๆ ก็ช่างมันเถอะ
แต่ ตัวตุ่นไม้ไผ่ พอทำได้นี่! ตอนนี้ราคาสินค้าพุ่งขึ้น ตัวตุ่นไม้ไผ่กิโลกรัมละแปดเก้าหยวน!
พรานเฒ่าหมู่บ้านข้าง ๆ ขายตุ่นไม้ไผ่ป่าตัวหนึ่งได้หลายสิบ!
รอบ ๆ หมู่บ้านมีป่าไผ่และป่าหญ้าปามากมาย นั่นเป็นถิ่นอาศัยของตุ่นไม้ไผ่!
เหลียวมองนาฬิกาแขวนข้างหิ้งบูชาในห้องโถง บ่ายสามโมงเท่านั้น เวลาเป็นเงินเป็นทอง เริ่มต้นอย่างนรกแตก รีบหาเงิน!
ก่อนจะแยกบ้าน ทรัพยากรในบ้านรีบใช้ให้เป็นประโยชน์
เดินตามบันไดด้านหนึ่งของสวนหย่อมไปยังฝั่งตรงข้าม กลิ่นเหม็นฉุนโชยมา
ในประตูคอกหมูด้านขวาของสวนหย่อม มีเสียงร้องของศิษย์พี่รองดังขึ้นมาแวบหนึ่ง
หลี่ฉางชิงไม่สนใจ เดินไปทางซ้ายผ่านห้องครัว มาถึงห้องโถงด้านนอก
ที่นี่อัดแน่นด้วยฟางข้าวตากแห้งกองพะเนิน ข้างกองฟาง มีเครื่องมือการเกษตรมากมายวางอยู่
หลี่ฉางชิงหยิบฟางแห้งมากำหนึ่งใส่ตะกร้าสะพายหลัง เอาผ้าห่มและเสื้อคลุมติดไปด้วยเสร็จสรรพ หยิบไฟฉายที่แขวนบนผนังใส่ตะกร้า แล้วคว้าจอบน้อยด้ามสั้นสำหรับถางหญ้า ออกจากประตูไป