วางสายแล้ว โจวเหยี่ยนก็ออกจากประตูบ้าน มุ่งหน้าไปบ้านข้าง ๆ
ในลานบ้านของหวังไห่ คุณย่ากำลังตากผ้าห่มบนราว ส่วนคุณปู่นั่งอยู่ตรงประตูห้องโถง สวมแว่นสายตายาว กำลังเปลี่ยนเชือกให้เก้าอี้หวายเก่าตัวหนึ่ง
“อาเหยี่ยน?”
คุณย่าเห็นเขาก่อน วางผ้าห่มในมือลง ใบหน้าพลันยับย่นเป็นรอยยิ้ม
“กลับมาตั้งแต่เมื่อไหร่?”
“เพิ่งถึงบ้านเมื่อคืนครับ”
“รีบเข้ามานั่งสิ! กินอะไรมาหรือยัง? ย่าจะทำบะหมี่ให้!”
“กินแล้วครับคุณย่า กินแล้วจริง ๆ”
โจวเหยี่ยนยิ้มพลางโบกมือ แล้วชะโงกมองเข้าไปในห้องโถง
“คุณปู่ครับ ต้าไห่อยู่ไหน?”
“เขาเหรอ? ยังนอนอยู่ชั้นบนเลย นี่มันกี่โมงแล้ว”
โจวเหยี่ยนยิ้ม ก่อนก้าวเข้าไปในบ้านแล้วขึ้นชั้นบน
ประตูห้องของหวังไห่แง้มอยู่
เขาไม่ได้เคาะประตู ผลักเข้าไปตรง ๆ
บนเตียงมีร่างอ้วนกลมราวกับภูเขาเนื้อ นอนแผ่หลา กรนเสียงดังสนั่น
โจวเหยี่ยนย่องเข้าไปใกล้เตียงทีละนิด
สูดลมหายใจจนเต็มปอด
“ต้าไห่!!”
“อ๊าก!!”
หวังไห่เด้งพรวดจากเตียง ผมตั้งชี้ไปทุกทิศ กว่าจะตั้งสติได้ก็ผ่านไปพักใหญ่
“พี่เหยี่ยน?!” เขาตบอก “ไอ้ตัวซวย! ทำฉันตกใจแทบตาย!”
“ก็เรียกให้ตื่นไง”
“เรียกให้ตื่นเขาทำกันแบบนี้เหรอ?!”
โจวเหยี่ยนลากเก้าอี้ตัวหนึ่งมานั่ง
“ต้าไห่ มีเรื่องจะบอกนายหน่อย”
“ว่ามาสิ”
“จำได้ไหม ตั้งแต่เด็กฉันก็แรงเยอะแล้ว”
“จำได้สิ”
“มันไม่ใช่พรสวรรค์แต่กำเนิดหรอก”
โจวเหยี่ยนมองเขา “ฉันฝึกวิธีพิเศษอย่างหนึ่ง คล้ายกับวิชานำปราณที่ทางการแจกให้”
ดวงตาของหวังไห่ค่อย ๆ เบิกกว้างขึ้น
“เมื่อไม่กี่วันก่อน ทางการมาหาฉัน ให้ไปขึ้นทะเบียนกับสำนักควบคุมพิเศษของพวกเขา บอกว่าทางการจะจัดการคุ้มครองครอบครัวให้ มีที่กินที่อยู่ แล้วยังมีคนคอยดูแลด้วย”
