ดวงตาของหลินหวานเต็มไปด้วยความกระหายใคร่รู้และความชื่นชมในตัววีรบุรุษ ดูไร้เดียงสาและไม่มีพิษภัย
หลิวกวงเหรินคิดจะบอกตามสัญชาตญาณว่าเรื่องนี้คงไม่สะดวกนัก เพราะรายงานนี้เป็นความลับของกอง
แต่เจียงซูหรงกลับพูดขึ้นมาก่อน เธอมองหลินหวานพร้อมรอยยิ้ม ทว่ามองไม่ออกเลยว่ากำลังคิดอะไรอยู่
“อยากเรียนรู้เหรอ ได้สิ!”
“แน่นอน มีคนเพิ่มอีกคนก็เหมือนมีหูเพิ่มอีกคู่พอดี ช่วยฟังให้หน่อยว่าฉันพูดตกหล่นตรงไหนหรือเปล่า”
ความใจกว้างของเจียงซูหรงทำให้หลินหวานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนความยินดีที่ซ่อนอยู่ในใจก็พลันเอ่อล้นขึ้นมา
เธออยากรู้นักว่าเจียงซูหรงคนนี้มีความสามารถจริง ๆ หรือมีผู้เชี่ยวชาญคอยวางแผนให้อยู่เบื้องหลังกันแน่!
เมื่อเห็นเจียงซูหรงยินยอมแล้ว หลิวกวงเหรินก็ไม่สะดวกจะพูดอะไรอีก เขาเพียงลากเก้าอี้กลับมานั่งให้ตัวตรงกว่าเดิม ทำท่าเตรียมจดบันทึกอย่างตั้งใจ
หลินหวานก็นั่งลงบนเก้าอี้อีกตัวข้าง ๆ อย่างว่าง่าย หยิบสมุดเล่มเล็กกับปากกาหมึกซึมที่พกติดตัวออกมา ทำท่าราวกับนักเรียนดีเด่น
สายตาของทั้งคู่จับจ้องไปที่เจียงซูหรง รอให้เธอเล่าถึงเหตุการณ์ช่วยชีวิตอันน่าตื่นระทึกในวันนี้
ทว่าเจียงซูหรงกลับไม่มีทีท่าว่าจะพูดถึงรายงานเลย
เธอค่อย ๆ ดื่มโจ๊กข้าวโพดหวานจนหมดคำสุดท้าย ถอนหายใจอย่างสบายใจ แล้วส่งชามเปล่าให้หลิวกวงเหริน
เธอไม่มองหลินหวาน แต่เปิดหนังสือ “พจนานุกรมปฏิบัติการสนับสนุนด้านหลังของกองทัพ” ที่ปลายเตียง ชี้ไปยังหน้าหนึ่งแล้วพูดกับหลิวกวงเหรินว่า
“คุณหมอหลิว เมื่อกี้เราคุยถึงไหนแล้ว”
หลิวกวงเหรินชะงัก รีบโน้มตัวเข้าไปดู
“อ้อ ใช่ เรื่องการบริหารห้องยา แบ่งเขตแยกส่วน มอบหมายความรับผิดชอบให้ถึงตัวบุคคล”
