ครึ่งเดือนต่อมา ท่ามกลางการรอคอยอย่างใจจดใจจ่อของคนทั้งกองพัน เสี่ยวจ้านกับเจียงซูหรงก็มีบ้านหลังใหม่เป็นของตัวเองในที่สุด
วันย้ายบ้าน แม้ไม่ได้เชิญใครเป็นพิเศษ แต่คนทั้งหมู่บ้านครอบครัวทหารก็แห่กันมาเนืองแน่นราวกับกำลังไปตลาดนัด
แม้แต่ครอบครัวของเชียนตงไห่กับเจิ้งเจี้ยนจวินก็ยังตามฝูงชนมาด้วยความอยากรู้อยากเห็น
บ้านตั้งอยู่ตรงมุมด้านในสุดของหมู่บ้านครอบครัวทหาร มีประตูรั้วและลานบ้านเป็นของตัวเอง
ตัวบ้านผนังขาวมุงกระเบื้องเขียว หน้าบ้านมีรั้วไม้ล้อมแปลงผักเล็ก ๆ เอาไว้ ข้างกันยังเว้นพื้นที่ว่างไว้อีกส่วน เจียงซูหรงบอกว่าพออากาศอุ่นขึ้นจะทำซุ้มปลูกองุ่นตรงนั้น
แค่หน้าบ้านก็ดูโอ่อ่ากว่าตึกแถวอิฐแดงหน้าตาเหมือนกันทุกหลังในหมู่บ้านครอบครัวทหารหลายเท่าแล้ว
“โธ่เอ๊ย นี่เป็นบ้านที่สร้างให้ผู้บังคับกองพันจริง ๆ เหรอ? ฉันนึกว่าเป็นสำนักงานใหม่ของผู้บังคับบัญชาเสียอีก!” หวังอานฉวนเดินตามเสี่ยวจ้านเข้ามาในลานบ้าน พอก้าวเข้ามาปากก็อ้าค้างไม่หุบ
เสี่ยวจ้านยิ้มกว้างโดยไม่รู้ตัว ความภาคภูมิใจที่เอ่อล้นอยู่ในใจนั้นมีมากกว่าตอนที่เขาได้ความดีความชอบชั้นหนึ่งเสียอีก
เขาไม่พูดอะไร เพียงเบี่ยงตัวหลบ เปิดทางให้คนสำคัญของงานนี้ นั่นก็คือนักออกแบบตัวจริงอย่างภรรยาของเขา
วันนี้เจียงซูหรงสวมเสื้อลายดอกตัวใหม่เอี่ยม ผมถักเป็นเปียเรียบร้อย ใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความอบอุ่นและความมั่นใจของเจ้าบ้าน
เธอยืนอยู่หน้าประตู ยิ้มแย้มทักทายทุกคน
“คุณน้าทุกคน พี่สะใภ้ทุกคน เชิญเข้ามานั่งก่อนค่ะ บ้านคับแคบหน่อย อย่าถือสากันนะคะ”
คำพูดฟังดูถ่อมตัว แต่ทันทีที่ทุกคนก้าวเข้าบ้าน ต่างก็เงียบเสียงไปพร้อมกัน
“พระเจ้า!” พี่โจว ภรรยาของเชียนตงไห่ เป็นคนแรกที่อดอุทานออกมาไม่ได้
ในบ้านนี้สว่างมากจริง ๆ!
ไม่เหมือนตึกแถวที่มีผังแคบยาวและมืดทึบแม้แต่น้อย ห้องนี้มีหน้าต่างใหญ่หลายบาน แสงแดดส่องเข้ามาได้อย่างเต็มที่ ทำให้ทุกมุมในบ้านสว่างไสว
