ได้ยินเช่นนั้น หลี่เจี้ยนก็ทำหน้าไม่อยากเชื่อ เขาหันไปมองนอกหน้าต่างเพื่อยืนยันว่าตัวเองยังอยู่ในหมู่บ้านจริง ๆ
สิ่งลี้ลับเงียบหายไปนานขนาดนี้และยังไม่ปรากฏตัว ย่อมพิสูจน์ได้มากพอแล้วว่าคำพูดของยอดฝีมือท่านนี้เป็นความจริงทั้งหมด
ไม่อย่างนั้น ด้วยสันดานโหดเหี้ยมของสิ่งลี้ลับ พวกมันคงไม่มีทางใจดีปล่อยพวกเขาไปแน่
เมื่อนึกถึงความแข็งแกร่งน่าสะพรึงของยอดฝีมือ หลี่เจี้ยนก็กลายเป็นแฟนตัวยงทันที ดวงตาเต็มไปด้วยความเลื่อมใส “พี่ใหญ่ เก่งชะมัดเลยครับ!”
ลู่จื่อหมิงเห็นท่าทีของเขาเปลี่ยนไป แต่ก็ไม่ได้ใส่ใจ มนุษย์ย่อมแสวงหาผลประโยชน์และหลีกเลี่ยงภัยอันตราย เป็นเรื่องธรรมดาอยู่แล้ว
หลี่เจี้ยนกำลังจะปลุกอีกสามคนให้ตื่น แต่ไม่ว่าจะเขย่าอย่างไรก็ไม่มีใครตอบสนอง ราวกับหลับสนิท สีหน้าของเขาจึงหม่นลง
“พวกเขาถูกไอสิ่งลี้ลับกัดกร่อนจนสลบ เขย่าอย่างเดียวปลุกไม่ตื่นหรอก”
พูดจบ ลู่จื่อหมิงก็ยกมือขึ้นตบหน้าชายหนุ่มคนหนึ่งเต็มแรง
ชายหนุ่มลืมตาพรวดแล้วลุกขึ้นนั่ง สัญชาตญาณแรกคือจะตอบโต้ แต่พอเห็นว่าเป็นลู่จื่อหมิงก็เปลี่ยนเป็นตื่นเต้นสุดขีดทันที
ไม่นานทั้งสี่คนก็ลงจากรถ แก้มของทุกคนบวมเป่ง มีรอยฝ่ามือแดงเถือกประทับอยู่ ดูน่าขันเป็นพิเศษ
ลู่จื่อหมิงชี้ไปยังกระเป๋าเป้ที่กระจัดกระจายบนพื้น น้ำเสียงราบเรียบ “พวกนายทั้งสี่คน เก็บกระเป๋าเป้บนพื้นให้หมด เสบียงสำรองของเรามีไม่พอ หาเสบียงมาเพิ่มให้ได้ พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทาง”
