ฝางหยวนเดินตามหลังเฉินจิ่งหมิง ทั้งคู่เดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็มาถึงตัวผม เฉินจิ่งหมิงอารมณ์ดีมาก ตบบ่าผมพลางหัวเราะ “เจาหยาง ไอ้หนู แกกลับมาซูโจวตั้งแต่เมื่อไหร่”
“ใกล้จะครบอาทิตย์แล้วครับ”
เฉินจิ่งหมิงหันไปพูดกับฝางหยวนที่อยู่ข้างๆ “ดูมันสิ ยังเหมือนเดิม ไม่รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาเลย กลับมาแล้วยังไม่รู้จักเลี้ยงข้าวเจ้านายเก่าอย่างฉันสักมื้อ”
ผมพูดติดตลก “ก็ไม่ได้ทำงานให้คุณแล้วนี่นา จะไปประจบคุณทำไมเล่า”
“ตอนทำงานให้ฉันก็ไม่เห็นแกเคยประจบฉันเลย มีแต่หาเรื่องให้ฉันปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน”
คำพูดของเฉินจิ่งหมิงทำให้ผมรู้สึกละอายใจ ในที่สุดผมก็เลิกพูดล้อเล่น พูดอย่างจริงจัง “ไว้วันไหนคุณว่าง ผมเลี้ยงคุณเป็นการส่วนตัวเลยครับ สองปีที่อยู่เป่าลี่นี่ทำให้คุณลำบากใจจริงๆ”
เฉินจิ่งหมิงตบบ่าผม “อย่าไปคิดมากเลย... อ้อใช่ ครั้งที่แล้วที่แกวางแผนงานการตลาดเรื่อง ‘ความรักไม่ฟุ่มเฟือย’ น่ะ ผลตอบรับดีมาก วันนั้นแบรนด์หรูแปดแบรนด์แจกการ์ดที่ระลึกกิจกรรมไปรวมกว่าสองร้อยใบ หลังจบงาน พวกเขาประเมินแผนกวางแผนของเราไว้สูงมากเลยนะ”
“ก็ผู้จัดการคุณเป็นผู้นำที่ดีนี่ครับ” ผมฉวยโอกาสประจบเฉินจิ่งหมิงทันที
เฉินจิ่งหมิงถูกประจบจนรู้สึกดี พลางยิ้ม แล้ววกกลับมาถามผมต่อ “คราวนี้กลับมาซูโจวแล้วจะไม่ไปไหนอีกแล้วใช่ไหม”
“คงไม่อีกสักพักครับ” ผมให้คำตอบที่คลุมเครือกับเฉินจิ่งหมิง
“ฉันว่าแกน่าจะลองคิดกลับมาทำที่เป่าลี่อีกครั้งนะ ประตูแผนกวางแผนของเราเปิดรอแกอยู่เสมอ”
คำพูดของเฉินจิ่งหมิงทำให้ผมนิ่งเงียบไป ที่จริงแล้วผมเองก็รู้สึกผูกพันกับเป่าลี่ไป๋ฮั่ว เพราะมันคืองานจริงจังงานแรกในชีวิตของผม แต่ถึงยังไงผมก็คงกลับไปไม่ได้แล้ว
