หลังจากโทรบอกพ่อบอร์ดกับแม่ว่าคืนนี้ไม่กลับไปกินข้าวที่บ้าน ผมก็ขับรถพาหมีไช่มาที่ร้านหม้อดินเผา “แสบตายแน่” ซึ่งเป็นร้านที่ผมกับเพื่อนๆ ชอบมาสังสรรค์กันบ่อยๆ
ปีนี้ร้านปรับปรุงใหม่ เพิ่มจำนวนที่นั่งมากขึ้น ที่ไม่เปลี่ยนไปเลยคือคุณตาหลี่ที่สวมหมวกเชฟกับลูกศิษย์อีกสองสามคน พวกเขาวุ่นอยู่ไม่หยุดในครัวที่เปิดโล่ง
พอเดินเข้ามาในร้าน กลิ่นพริกก็ฟุ้งอบอวลไปทั่ว หมีไช่ยกมือขึ้นปิดจมูกปากอย่างไม่รู้ตัว
ผมยิ้มเยาะให้หมีไช่แล้วพูดว่า “ถ้าไม่ไหว ตอนนี้เรายังเปลี่ยนที่ได้ทันนะ”
หมีไช่ไม่ยอมน้อยหน้า จึงวางมือลง แล้วไม่พูดอะไร หาที่นั่งว่างๆ แล้วก็นั่งลงเลย
ผมขำแล้วตะโกนไปที่เคาน์เตอร์ว่า “เอาหม้อดินเผาไก่กับหม้อดินเผาปลาเฉาหยู เพิ่มพริกนะ ใส่พริกเยอะๆ เลย”
พนักงานในเคาน์เตอร์ขานรับ แล้วก็เอาใบสั่งไปให้คุณตาหลี่ในครัว
20 นาทีต่อมา หม้อดินเผาไก่กับหม้อดินเผาปลาที่ผมสั่งก็ถูกยกมาเสิร์ฟ ผมสั่งเบียร์สองขวดด้วย ตอนนี้สำหรับผมแล้วคือช่วงเวลาที่ดีที่สุดในชีวิต เพราะมีเหล้า มีเนื้อ แล้วก็มีสาวสวยอย่างหมีไช่คอยนั่งเป็นเพื่อน ที่สำคัญกว่านั้นคือ อีกสักพักผมอยากเห็นตอนที่หมีไช่เผ็ดจนน้ำมูกน้ำตาไหลจริงๆ นี่ไม่ใช่ผมผสมโรงยินดีนะ ใครใช้ให้เธอเพิ่งด่าผมว่าเป็นโรคประสาทล่ะ!
ดังนั้น ถ้าจะนิยามความสัมพันธ์ระหว่างเราจริงๆ ผมว่าคำว่า “คู่ปรับ” น่ะเหมาะสมและตรงที่สุด
ผมรินเบียร์ให้ตัวเองก่อน ดื่มหมดแก้วในอึกเดียว แล้วก็พูดกับหมีไช่ว่า “คุณหนูหมี กินได้แล้วนา ทำไมยังไม่จับตะเกียบอีกล่ะ?”
“คุณขี้โกง คุณเพิ่งดื่มเบียร์ไปแก้วนึง ก็จะได้ตัดความเผ็ดใช่ไหม!” หมีไช่พูดกับผมอย่างถือสา
