เมื่อถึงคราวต้องพูดเรื่องที่ฝางหยวนและเฉินจิ่งหมิงจะย้ายงานกับหมีไช่จริงๆ ฉันถึงเพิ่งรู้ว่ามันออกปากยากอยู่ไม่น้อย ส่วนหมีไช่ก็อดทนคอยฟังอยู่ตลอด
พักใหญ่ ในที่สุดฉันก็บอกกับหมีไช่ว่า “ผมมีเพื่อนคนหนึ่งชื่อฝางหยวน ทำงานอยู่ที่เป่าลี่ไป๋ฮั่ว คุณต้องพอจำได้แน่?”
“อืม คุณพูดต่อสิ” น้ำเสียงของหมีไช่เรียบๆ ทว่าแฝงไว้ด้วยอำนาจ นี่คือตัวตนของเธอในโหมดทำงาน
ฉันเงียบไปอีกครู่ ก่อนจะบอกว่า “...เขาและเฉินจิ่งหมิงเจ้านายเก่าผมเจอปัญหาที่เป่าลี่ไป๋ฮั่วน่ะครับ ตอนนี้ก็เลยมองๆ ว่าจะ... โยกย้ายมาที่จัวเหม่ยของคุณ ให้ผมมาถามความเห็นคุณดูน่ะ”
หมีไช่ไม่ได้แสดงท่าทีทันที แต่ถามกลับอย่างระมัดระวังว่า “ปัญหาอะไร?”
“ก็ไม่พ้นปัญหาหลังจากแพ้ศึกชิงอำนาจน่ะครับ...”
หมีไช่พยักหน้า ไม่ได้ประหลาดใจจนเกินไป เพราะเมื่ออยู่ในโลกของคนทำงาน การชิงอำนาจเป็นเรื่องเลี่ยงไม่ได้ เพียงแต่มีคนได้ประโยชน์ ในขณะที่บางคนต้องจากไปอย่างหมองหม่น อย่างเช่นเวลานี้ของเฉินจิ่งหมิง ถ้าไม่มีใครยื่นทางออกให้ เป็นไปได้มากว่าเพราะวัยของเขาแล้ว อาจจะต้องถอดใจรามือจากสนามนี้ ส่วนฝางหยวนก็คงต้องเก็บข้าวของย้ายถิ่น นี่ก็ชี้ให้เห็นว่าสังคมการงานนั้นโหดร้าย หรือพูดให้ใหญ่ขึ้น ชีวิตคนเรานั้นยิ่งโหดร้าย เราต่างใช้ชีวิตอยู่ในโลกที่ซับซ้อนและเต็มไปด้วยการแก่งแย่ง อย่างไม่มีทางเลือก ละโมบดื่มกินเลือดเนื้อของผู้อื่นมาหล่อเลี้ยงกิเลสตัณหาอันต่ำช้าของตน
