เมื่อเข้าไปในร้านชั่วคราวที่ทำจากเต็นท์ พวกเราสองสามคนนั่งล้อมโต๊ะขนาดไม่ใหญ่นัก ฝางหยวนเรียกเจ้าของร้านมา และสั่งเบียร์สดถังละห้าลิตรมาสามถัง จากนั้นจึงเริ่มสั่งอาหาร
ไม่นานนัก เจ้าของร้านก็นำเตาปิ้งย่างมา พวกเราชายสามคนต่างก็ตักเบียร์ใส่แก้วใบใหญ่จนเต็ม รักษาความเข้าใจเข้าใจตรงกันที่มีต่อกันดังเช่นเคย แล้วดื่มหมดแก้วแรกในรวดเดียว
ดังนั้นในค่ำคืนที่อุณหภูมิติดลบนี้ สมองของฉันถูกกระตุ้นด้วยน้ำเบียร์เย็นเฉียบจนเกิดความเจ็บแปลบอย่างรุนแรง แต่เมื่อความเจ็บเย็นนั้นหายไป ก็กลับนำมาซึ่งความรู้สึกเคลิบเคลิ้มหลังจากได้ปลดปล่อยตามอำเภอใจ
ฉันถอนหายใจออกมาแรงๆ แต่กลับพบว่าฝางหยวนและเซี่ยงเฉินก็ทำท่าทางเดียวกันกับฉันพร้อมๆ กัน จากนั้นทั้งสามคนก็ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ ความจริงแล้วเราต่างไม่มีแรงฮึกเหิมและความคึกคะนองเหมือนแต่ก่อนอีกแล้ว ไม่เช่นนั้นเราคงดื่มแก้วที่สองต่อทันที
เจี่ยนเวยและเหยียนเหยียนกลับด้านเนื้อเสียบไม้บนเตาย่างอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นเหยียนเหยียนก็ยื่นไม้ที่สุกแล้วให้หมีไช่ พลางถามว่า “คุณหมี อยากลองชิมดูไหมคะ”
หมีไช่พยักหน้าเล็กน้อย ตอบว่า “แน่นอน อยากลองสัมผัสชีวิตสมัยมหาวิทยาลัยของพวกคุณมากๆ”
เหยียนเหยียนมองทุกคนแล้วยิ้ม พูดว่า “พวกเราก็แค่เล่นสนุกกันไปเรื่อย... ว่าแต่คุณหมีคะ ดิฉันสงสัยนิดหน่อย ตอนที่คุณเรียนมหาวิทยาลัยที่อเมริกาใช้ชีวิตยังไงเหรอคะ เหมือนพวกเราไหม”
“ชีวิตตอนนั้นเรียบง่ายมากค่ะ”
เหยียนเหยียนพยักหน้า แล้วถามอีกว่า “แล้วคุณหมีเรียนมหาวิทยาลัยที่เมืองไหนคะ”
“ฟิลาเดลเฟีย”
“เวยเวยอยู่ลอสแองเจลิส บางทีก็รู้สึกว่าชะตาชีวิตคนเราน่าอัศจรรย์เหลือเกิน คนที่น่าจะได้มาเจอกัน ต่อให้มาจากคนละฟากฟ้าก็ยังได้มาเจอกัน... เพราะงั้นดิฉันคิดว่าพวกเราควรทะนุถนอมโชควาสนานี้ ลืมเรื่องยุ่งเหยิงต่างๆ นั่นซะ แล้วได้มาเจอกันบ่อยๆ แบบวันนี้จะดีแค่ไหน!”
