ฮ่องเต้เสวียนจ้องมององค์ชายห้าด้วยแววตายักษ์มันตื่นตระหนกเต็มพระพักตร์
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ก็เช่นกัน สายตาทุกสายตาต่างจดจ่ออยู่ที่องค์ชายห้า ในแววตาล้วนเต็มไปด้วยความประหลาดใจที่หาที่เปรียบมิได้
หนิงเฉินกล่าวว่าองค์ชายห้าแสร้งทำเป็นไร้สติสตังมาเป็นเวลานานนับสิบปี
หากเป็นความจริง ความลึกล้ำในใจขององค์ชายห้าย่อมน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ฮ่องเต้เสวียนถามด้วยความไม่อาจเชื่อสายตา “หนิงเฉิน เจ้าว่าองค์ห้าแสร้งเป็นบ้าเป็นโง่มาตลอด ทั้งหมดนั้นเป็นการแสดงกระนั้นหรือ”
หนิงเฉินพยักหน้า “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ องค์ชายห้ามิได้เป็นคนโง่เขลา ตรงกันข้ามกลับฉลาดแหลมลึกซึ้ง มีความลุ่มลึกเยือกเย็นในใจ อีกทั้งใจร้ายโหดเหี้ยม ทารุณเด็ดขาดและกระหายเลือด”
ฮ่องเต้เสวียนจ้องตรึงองค์ชายห้าไม่วางตา
“ฝ่าบาท กระหม่อมมิได้ทำ กระหม่อมถูกกล่าวหาอย่างไม่เป็นธรรม...หนิงเฉินเขาพูดเหลวไหล เขาหมิ่นประมาทกระหม่อม”
องค์ชายห้าคุกเข่าอยู่กับพื้น ใบหน้าซีดขาวผ่อง ตะคอกเสียงดังแต่ข้อความข้างในกลับโหว่เปล่า ขณะต่อสู้ปกป้องตนเอง
หนิงเฉินยิ้มเยาะ “เจ้าแสร้งเป็นโง่หรือไม่ จงให้กัวอูเสียงเป็นคนยืนยันเสียก็พอ”
“เกือบลืมไป ที่จริงไม่ต้องใช้กัวอูเสียงก็ได้ ท่านมหาเสนาบดีฝ่ายขวาควรจะรู้แจ้งดีที่สุด”
เหล่าขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างทำหน้าตกใจ แล้วหันไปมองมหาเสนาบดีฝ่ายขวา
หน้าผากของมหาเสนาบดีฝ่ายขวาเหงื่อเย็นไหลพราก กล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นระริก “ฝ่าบาท กระหม่อมไม่เข้าใจว่าท่านโหวหมายถึงสิ่งใด”
หนิงเฉินยิ้มเยาะหนึ่งครา
“ท่านมหาเสนาบดี ยามนี้ไม่ใช่เวลาที่เจ้าจะกล่าวว่าไม่เข้าใจสักคำแล้วแหกตาทำเป็นไม่รู้อะไรให้รอดพ้นไปได้”
หนิงเฉินกราบลงต่อฮ่องเต้เสวียนหนึ่งครา กล่าวเสียงหนักแน่น “ฝ่าบาท องค์ชายห้ากับมหาเสนาบดีฝ่ายขวาสมคบคิดกันมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว!”
