จินตงสิงสาวเท้ายาวเข้ามาหยุดตรงหน้าองค์ชายสาม จินเทียนเฉิง ดวงตาคมกริบจับจ้องเขา
นี่เป็นครั้งแรกที่องค์ชายสามสัมผัสได้ถึงแรงกดดันอันหนักหน่วงจากจินตงสิง ผู้ซึ่งปกติสุขุมอ่อนโยน
สีหน้าองค์ชายสามแข็งค้าง “องค์...องค์ชายรัชทายาทมองข้าเช่นนี้ด้วยเหตุใด?”
จินตงสิงสีหน้าเคร่งขรึมดุจน้ำนิ่ง เอ่ยทีละคำว่า “เป็นฝีมือเจ้าหรือไม่?”
สีหน้าองค์ชายสามเปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนแสร้งสงบแล้วถามว่า “องค์ชายรัชทายาทตรัสเรื่องใด ข้าน้อยไม่เข้าใจ”
จินตงสิงเอ่ยเสียงขรึม “ไม่เข้าใจจริง หรือแสร้งทำเป็นไม่เข้าใจ? บรรดาองค์ชายแห่งแคว้นเกาลี นอกจากเปิ่นกงแล้ว ก็มีเพียงเจ้าองค์ชายสามที่พอจะระดมพลทหารได้กระมัง?”
องค์ชายสามรีบโบกมือปฏิเสธ “องค์ชายรัชทายาทโปรดระวังวาจา พระบิดามิได้ประทานอำนาจทหารแก่ข้าน้อย แล้วข้าน้อยจะระดมพลทหารได้อย่างไร? คำพูดของเสด็จพี่กำลังกล่าวหาว่าข้าน้อยคิดกบฏหรือ? ข้อหานี้ข้าน้อยแบกรับไม่ไหว”
จินตงสิงแค่นเสียงเย็นชา
ในราชวงศ์ การแย่งชิงบัลลังก์มังกรและช่วงชิงอำนาจกันระหว่างพี่น้อง เป็นเรื่องปกติ
ทว่าในบรรดาองค์ชายทั้งปวง ผู้ที่เป็นภัยคุกคามต่อเขามากที่สุดก็คือองค์ชายสาม จินเทียนเฉิง
เพราะพระมารดาของจินเทียนเฉิงมีตระกูลเบื้องหลังที่เข้มแข็ง กุมอำนาจทหารไว้ในมือ...แม้กองกำลังเหล่านั้นจะมิใช่ขององค์ชายสามโดยตรง แต่ก็สามารถนำมาใช้สนับสนุนองค์ชายสามได้
ดังนั้น ผู้ที่มีความสามารถจะลงมือเรื่องนี้ได้ ก็มีเพียงองค์ชายสามเท่านั้น
จินตงสิงจ้ององค์ชายสามอย่างเดือดดาล “เจ้าจะไม่ยอมรับก็ได้ แต่ข้าจะบอกเจ้าไว้...ครั้งนี้เจ้าก่อเรื่องใหญ่หลวงนัก ไม่มีผู้ใดช่วยเจ้าได้
