หนิงเฉินพำนักอยู่ที่ด่านเป่ยหลินสองวัน เติมเสบียงอาหารและกระสุนปืนให้เต็มที่ จึงยกทัพรุดตรงสู่ราชสำนักเป่ยตู
นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาบุกโจมตีราชสำนักเป่ยตู
ครั้งก่อนเขาจับพระเจ้าจัตวาฝ่ายซ้ายมาได้ แต่สุดท้ายด้วยเพราะอาณาจักรถัวหลัวยอมจำนน เขาจึงปล่อยตัวคนนั้นไป
ผลปรากฏว่าภายในเวลาไม่ถึงปี อาณาจักรถัวหลัวก็ฉีกสัญญายอมจำนนทิ้งโดยฝ่ายเดียว
ครั้งนี้ เขาจะไม่ยกโอกาสยอมจำนนให้อาณาจักรถัวหลัวแม้แต่น้อย
เดินทัพเร่งรุดตลอดทาง ประมาณเจ็ดแปดวันจึงบรรจบกับเหลียงจิงอู่ ณ จุดที่ห่างจากราชสำนักเป่ยตูราว 50 ลี้
เหลียงจิงอู่นำทหารมหาศาลรุดมาคารวะ
บัดนี้หนิงเฉินคือจอมทัพใหญ่แห่งต้าเสวียน ส่วนเหลียงจิงอู่เป็นเพียงจอมทัพชั้นสาม
“กระหม่อมคารวะท่านอ๋อง พ่ะย่ะค่ะ!”
หนิงเฉินก้าวลงจากหลังม้า ช่วยพยุงเหลียงจิงอู่ขึ้นพร้อมเอ่ยอย่างยิ้มแย้มว่า “แม่ทัพเหลียว พวกเราเป็นคนรู้จักมักคุ้ยกันมานาน ไม่ต้องทำมากมายถึงเพียงนี้”
“ครั้งนี้ก็ด้วยเจ้าที่ออกหน้ารั้งกำลังพลของราชสำนักเป่ยตูเอาไว้ อาณาจักรถัวหลัวจึงส่งทัพไปช่วยซีเหลียงไม่ได้”
เหลียงจิงอู่ถามอย่างแปลกใจว่า “ท่านอ๋อง ศึกทางฝั่งซีเหลียงเป็นเช่นไรแล้ว?”
ช่วงไม่นานมานี้เขาล้วนคอยรั้งกำลังพลของราชสำนักเป่ยตูเอาไว้ ไม่ได้อยู่ที่ด่านเป่ยหลิน ข่าวคราวจึงตันตื้อนัก
หนิงเฉินยิ้มแล้วกล่าวว่า “ซีเหลียงยอมจำนนแล้ว ส่งแผ่นหนังยอมจำนนมาถวาย หันหน้าลงน้อมนบต่อต้าเสวียนเป็นข้าราชบริพัตรแล้ว”
เหลียงจิงอู่ตกตะลึงเป็นครั้งแรก แล้วจึงเบื่อหนักไปด้วยความเคารพนับถือ ไม่คิดว่าหนิงเฉินจะเอาชนะซีเหลียงให้ยอมแพ้อย่างแท้จริง
ทันใดนั้น เหลียงจิงอู่ก็ก้มโขกศีรษะให้หนิงเฉินอย่างลึกซึ้ง!
หนิงเฉินยื่นมือพยุงเขาขึ้น แกล้งทำเป็นไม่เข้าใจถามว่า “แม่ทัพเหลียวกระทำเช่นนี้เพื่อสิ่งใด?”
