เวลาล่วงเล็ดผ่านไปชั่วข้ามตา
แทบไม่รู้สึกตัว ฤดูร้อนอันร้อนแรงก็มาถึงแล้ว
ปราการเสวียนอู่ได้เข้าสู่รอบปกติโดยสมบูรณ์
แผนเดิมกำหนดเกณฑ์ทหารไว้สี่หมื่นนาย แม้บัดนี้จะยังเกณฑ์ได้เพียงสองหมื่นกว่านาย แต่ผ่านการฝึกฝนมาหลายเดือน คนเหล่านี้ก็สามารถลงสมรภูมิได้แล้ว
สายน้ำจากแม่น้ำไป่ซานก็ชักนำมาได้ครึ่งหนึ่งแล้ว คาดว่าก่อนฤดูหนาวจะมาถึงปราการเสวียนอู่
แต่สิ่งที่ทำให้หนิงเฉินปวดหัวยิ่งนั้น คือฟ้าไม่ตกน้ำมาสองเดือนเต็ม ผลผลิตในนาเติบโตไม่ดีนัก...หากยังไม่มีฝนอีก ปีนี้คงจะไม่เหลือแม้แต่เมล็ดข้าวเดียว
หนิงเฉินได้เตรียมการขนข้าวจากแคว้นอู่มาบรรเทาทุพภิกขภัยไว้เรียบร้อยแล้ว
สถานการณ์แผ่นดินเปลี่ยนแปลงดั่งเมฆหมอก
ด่านชายแดนภาคใต้ของต้าเสวียนถูกคังหลัวนำทัพบุกทลาย เขายึดครองแนวเฉลียงร้อยลี้ไว้ได้
กองทัพยกมาตีถึงเมืองหยางโจวแล้ว
เมืองหยางโจวคือแผ่นดินศักดินาของเซียงหวาง อ๋องสกุลหลวงรุ่นก่อนล้วนล่วงลับไปหรือชราภาพมากแล้ว เซียงหวางนับเป็นอ๋องเฒ่าที่เหลือรอดอยู่เพียงไม่กี่คน
ครั้งอดีตที่เสด็จกลับเมืองหลวงเพื่อช่วยเหลือฝ่าบาท ทรงแทงธนูสามนัยขึ้นสู่กำแพงเมือง ก็คือที่หยางโจวแห่งนี้
วรันอร่ามนั้น กำแพงเมืองหยางโจวย่อมไม่สูงนัก ด้วยอยู่ในเขตด่านใน เมืองหยางโจวมีทหารรักษาเพียงสามหมื่นนายเท่านั้น
จักรพรรดิน้องชายเวลานี้วุ่นวายใจจนเสียทีเด็ดขาด
แต่การที่คังหลวยบุกรุกเข้ามาก็มิได้ปราศจากข้อดี อย่างน้อยช่วงเวลานี้จักรพรรดิองค์ใหม่ก็มิได้กล่าวถึงเรื่องให้อ๋องแห่งอู่ยกทัพไปปราบแคว้นเกาลีอีกเลย
เหตุเพราะการปราบแคว้นเกาลีก็ต้องยกทัพออกทางด่านชายแดนภาคใต้เช่นกัน
บัดนี้แนวเฉลียงร้อยลี้ตกอยู่ในมือคังหลัวแล้ว จะปราบแคว้นเกาลี ต้องกำราบทัพใหญ่หนานเยว่ให้ได้ก่อน
